ถึงที่สุด จุดหนึ่ง จึงได้คิด

ถึงที่สุด จุดหนึ่ง จึงได้คิด
ด้วยหลงผิด ติดบ่วง ความห่วงหา
รู้ปล่อยวาง ทางสุข ทุกนิทรา
ลืมคำว่า..“ของเรา” #เขาและคุณ

ถึงที่สุด, จุดหนึ่ง, จึงได้คิด, หลงผิด, ติดบ่วง, ความห่วงหา, ปล่อยวาง, สุข, ทุกข์, ของเรา, our, snare, mistake, The most 
ถึงที่สุด, จุดหนึ่ง, จึงได้คิด, หลงผิด, ติดบ่วง, ความห่วงหา, ปล่อยวาง, สุข, ทุกข์, ของเรา, our, snare, mistake, The most

ขอบคุณเครดิตภาพ และคำคมดี ๆ จาก พระมหาณัฐพงศ์ วณฺณโสภโณ

จิตที่ไม่หวั่นไหวต่อ นินทา สรรเสริญ

จิตไม่หวั่นไหว, นินทา, สรรเสริญ, ภิกษุ, พระ, พระพุทธเจ้า, พระศาสดา, พระสัมมาสัมพุทธเจ้า, Buddha, The Buddha, เส้นทาง, road
พระพุทธเจ้า, พระศาสดา, พระสัมมาสัมพุทธเจ้า, Buddha, The Buddha, เส้นทาง, road

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมคือ นินทา สรรเสริญ นั้น

เป็นจิตใจที่ประเสริฐยิ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในหมู่มนุษย์นี้ผู้ใดฝึกฝนตนให้เป็น

คนอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นได้จัดว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด ม้าอัสดร ม้าสินธพ

พยาช้าง ตระกูลมหานาคที่ได้รับการฝึกดีแล้ว จัดเป็นสัตว์ที่ประเสริฐ แต่บุคคล

ที่ฝึกตนดีแล้วยังประเสริฐกว่าสัตว์เหล่านั้น”

ขอบคุณเครดิตภาพ และบทความจาก Surajak Suveero

ถ้าต้องการอิสระ

ถ้าต้องการอิสระ   ต้องชนะตัวเอง

                                    ขอบคุณเครดิตคติธรรมคำคมจาก   (พระอาจารย์พยอม  กลฺยาโณ)

ฟ้าอยู่สูง ดินอยู่ต่ำ

ฟ้าอยู่สูง ดินอยู่ต่ำ, ฟ้าอยู่สูง, ดินอยู่ต่ำ, ดิน, ฟ้า, sky, land
ฟ้าอยู่สูง ดินอยู่ต่ำ,

ฟ้าอยู่สูง  ดินอยู่ต่ำ   คนยังตามขึ้นไปจับบนขอบฟ้า

ผาอยู่สูง  เหวห้วงลึก  คนก็ยังตามปีนป่าย  หรือหย่อนกายลงไปหา

ชั่วทำง่าย  สำหรับคนที่ชอบทำชั่ว  แต่คนดีนั้นทำยาก 

ดีก็ทำง่าย  สำหรับคนที่ชอบทำดี  แต่คนชั่วนั้นทำยาก 

คนเกิดก่อนย่อมรู้ดีกว่า  คนเกิดทีหลัง

แต่คนเกิดที่หลัง  ก็ยังรู้ดีกว่าคนเกิดก่อน  (เหตุเพราะมันคนละยุค

คนละสมัย)  แต่เราควรเชื่อ  และเคารพคนที่เกิดก่อน

เพราะ  คนเกิดก่อน  เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน  (ท่านว่าไว้อย่างนั้น)

 

     สิทธิชา

ศาสนาไม่เสื่อม

ศาสนาไม่เสื่อม, ใจดี, ใจบริสุทธิ์, ใจไม่หลง, ใจปฏิบัติตาม, ใจดีถึงพระพุทธ, ใจบริสุทธิ์ถึงพระธรรม, ใจปฏิบัติธรรมถึงพระสงฆ์, ใจไม่หลงถึงพระนิพพาน, กลอนธรรมะ
ใจดี, ใจบริสุทธิ์,  ใจปฏิบัติตาม, ใจไม่หลง,

ใจดี ถึงพระพุทธ

ใจบริสุทธิ์ ถึงพระธรรม

ใจปฏิบัติธรรม ถึงพระสงฆ์

ใจไม่หลง ถึงพระนิพพาน

ที่เสื่อมเพราะคนที่เข้ามาปฏิบัติ ไม่ศึกษาและปฏิบัติตามพระวินัย มักเอาความคิดที่เป็นอัตตาของตน มาใช้ในการปฏิบัติ ศาสนาพุทธมิใช่ เรื่องที่คิดเอาเอง เพราะความคิดของเรา มีแต่โลภ โกรธ หลง เพราะฉะนั้นเราจะต้องปฏิบัติตามพระวินัยเพื่อชำระ โลภ โกรธ หลง กิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจโดยปฏิบัติตามท่านผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คือพระพุทธเจ้าผู้รู้แจ้งเห็นจริง

ตายแล้วไปไหน

มนุษย์ตายแล้วไปไหน

ความสงสัยเหล่านี้ครั้งหนึ่งพระเจ้าปายาสิ
ได้ถาม และโต้คารมกับ พระกุมารกัสสปเถระว่า…….
@ พระเจ้าปายาสิ : มนุษย์ตายแล้วก็สูญ
โลกอื่นไม่มี. มีแต่เพียงโลกนี้โลกเดียว
เท่านั้น…..ตายแล้วก็สูญเปล่า
@ พระกุมารกัสสปะ : ท่านเห็นว่า
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ
บนท้องฟ้า มีไหม?
@ ปายาสิ : มีจริงอยู่ ขอรับ
@ พระเถระ : ถ้าเช่นนั้นทำไมท่านจึง
บอกว่า “โลกหน้าไม่มี”หล่ะในเมื่อเห็นอยู่
@ ปายาสิ : ข้อนั้นยกไว้ก่อน..ข้าฯเคย
บอกให้ญาติๆของข้าฯที่เคยทำแต่กรรมชั่ว
ตอนใกล้ตายว่า..ถ้าหากตายไปแล้วจง
กลับมาบอกด้วยว่า”นรก”มีจริงไหม ก็ไม่
เคยเห็นใครกลับมาบอกสักคน..นรกไม่มี
เป็นเพียงการบอกเล่ากันเท่านั้น…
@ พระเถระ : สมมุติว่า โจรโฉดคนหนึ่ง
ถูกราชบุรุษจับได้นำไปสู่แดนประหาร เขา
อ้อนวอนให้เพชฌฆาต ปล่อยชั่วคราวให้ไป
ลาภรรยา-บุตรก่อน ถามว่าเพชฌฆาตจะอนุ
ญาตไหม?
@ ปายาสิ : ไม่อนุญาต ขอรับ
@ พระเถระ : คนไปตกนรกย่อมถูกไฟ
นรก แผดเผาเร่าร้อนทุกข์ทรมาน และนาย
นิรบาล ก็ไม่ยอมปล่อย แล้วเขาจะมาบอก
ท่านได้อย่างไร…
@ ปายาสิ : ข้อนั้นยกไว้ก่อน..ข้าฯเคย
บอกญาติๆของข้าฯที่สร้างแต่คุณความดี
มาตลอด ตอนใกล้ตายว่า เมื่อท่านไป
สวรรค์แล้ว ขอให้กลับมาบอกด้วย แต่แล้ว
ก็ไม่เคยมีใครกลับมาบอกตายแล้วก็สูญไป
หมดทุกคน สวรรค์ก็ย่อมไม่มี เป็นเพียงคำ
พูดกันเท่านั้น….
@ พระเถระ : สมมุติว่ามีบุรุษคนหนึ่งเดิน
ไปตกหลุมส้วมจมลงทั้งตัว พระราชาสั่งให้
คนนำเอาบุรุษคนนั้นขึ้นมาแล้วให้อาบน้ำให้สะอาดดีจัดหาเสื้อผ้าดีๆสวมใส่ให้ แล้ว
นำไปไว้ในปราสาท บำเรอด้วยกามคุณ ๕ มีสาวๆสวยๆให้เลือกได้ตามต้องการ ถามว่าบุรุษนั้นจะอยากกลับลงไปหลุมส้วม อีกไหม?
@ ปายาสิ : เขาไม่กลับแน่ ขอรับ
@ พระเถระ : อีกประการหนึ่ง เมืองสวรรค? เป็นดินแดนแห่งความเสพสุข
ด้วยกามคุณ และเสวยทิพย์ทุกอย่าง ผู้ไปแล้วจะยินดีในการเสพสุขไม่เสื่อมคลายเขาไม่อยากกลับมาโลกมนุษย์อันไม่สะอาดเปรียบด้วยหลุมคูถหลุมส้วมนั้น…
และประการหนึ่ง เวลา ๑ วันกับ ๑ คืนบน
สวรรค์ เท่ากับ ๑๐๐ ปีในโลกมนุษย์ สมมุติว่า
ญาติ ของท่านขอเวลาเที่ยวบนสวรรค์สัก
๒-๓วันค่อยจะมาบอก …เมื่อเป็นดังนั้น ก็
เลยไปเป็น๒๐๐-๓๐๐ ปีแล้ว ท่านจะยังอยู่
รอไหม?…..
(ปายาสิสูตร)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก ครามหู ครูรักษ์ธรรม

 

ฆ่าอะไรไม่บาปแต่ได้บุญ

“ผู้ใดฆ่าความโกรธได้ ระงับความโกรธ ได้ผู้นั้นย่อมพบความสุข”
ความโกรธ ความริษยา ความอาฆาต
ความพยาบาท เหล่านี้มันคือกองเพลิงคอย
เผาจิตใจของเราให้เร่าร้อน เหมือนไฟนรก
ทำให้เป็นทุกข์ตลอดเวลา….
#เราจะระงับความโกรธได้อย่างไร#
เราต้องเจริญหรือทำให้ “เมตตา – กรุณา” 
เกิดมีขึ้นในจิตใจของเราให้ได้จริงๆก่อน
– เมตตา คือความรักอยากให้ผู้อื่นมี
ความสุข 
– กรุณา คือความสงสาร คิดจะช่วยให้ 
ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ ถ้าผู้ใดมักมีใจขัดเคือง โกรธผู้อื่นอยู่บ่อยๆ 
การแผ่เมตตาของผู้นั้นย่อมไม่มีผลแก่
ผู้อื่นเลย…ปากก็ว่า”สัพเพ สัตตา “สัตว์ทั้ง
หลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายฯลฯ
ว่าเป็นนกแก้วนกขุนทองเฉยๆเหนื่อยเปล่า
ไม่ได้เกิดคุณแก่ใครเลย เพราะใจเราไม่มี
“เมตตาธรรม”เราจะให้คนอื่นได้อย่างไร
เหมือนเราไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว จะเอา
อะไรไปแจกจ่ายผู้อื่นได้..จริงไหม ใจไม่ดี
ไม่งาม มีแต่ปากว่าเปล่าๆ….เมตตาธรรมจะ
ถึงคนอื่นได้อย่างไร …
เพราะฉะนั้นเราต้องอบรมบ่มเพาะจิต
ของเราด้วยการเจริญสมาธิภาวนา ให้มี
สติกำกับอยู่เสมอ. กำหนดรู้เท่าทัน เมื่อความโกรธ เกิดขึ้น รู้ว่ามันคือไฟ
เผาตัวเองและคนอื่น ให้วอดวายได้ ต้อง
ระงับ ปล่อยวาง หรือวางเฉยทันที เหมือน
เรารู้ว่าไฟมันร้อน เราก็อย่าไปจับ…
ไม่มีใครหรอกที่ไม่มีความโกรธ ทุกคนมี
แต่เมื่อรู้ว่าโกรธแล้ว ต้องมีสติกำหนดรู้ทัน.
ไม่โทษคนอื่น ต้องโทษตัวเอง ให้กลับมามองดูตัวเองก่อน
เสมอ ….แล้วความสงบสุขจะเกิดมีแก่ครอบครัวหรือชุมชนบ้านเมืองนั้นๆอย่างแน่นอน…

ขอบคุณข้อมูลจาก ครามหู ครูรักษ์ธรรม

พิธีการกราบศพ

พิธีการกราบศพ

วิธีการนี้ไม่ได้มีการบันทึกไว้ในพระธรรมคำสอน เพียงแต่ปราชญ์ท่านจัดแต่งไว้เพื่อเป็นแบบอย่างประเพณี

ชาวพุทธให้เป็นแนวเดียวกัน และมีการปรับแต่งให้เหมาะสม อยู่บ้างบางสมัย

๑. พระบรมศพ  ให้เดินเข่าเข้าไป นั่งพับเพียบ มือประสานหน้าเข่า สำรวมครู่หนึ่ง แล้วน้อมกราบลง ไม่แบมือหนึ่งครั้ง.

๒. ศพพระสงฆ์ นั่งสำรวม ชายนั่งท่าเทพบุตร(กระโหย่ง) หญิงนั่งท่าเทพธิดา (นั่งทับส้น). แล้วกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง

๓. ศพผู้ใหญ่ นั่งพับเพียบ กราบลง 1 ครั้งไม่แบมือ ทำเหมือนกราบผู้ใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่างกันแต่กราบ ศพ เมื่อกราบ แล้วนั่งเอามือประสานกันที่หน้าเข่า แล้วปลงสังเวชคครู่หนึ่งก่อนลุกขึ้นน (สำหรับศพพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณสูง เราถือว่าเป็น พระที่ประเสริฐยิ่งกว่า พระใด ๆ เราควรกราบ ๓ ครั้ง) 

๔. ศพผู้มีอายุน้อยกว่าเราไม่ควรกราบ ควรนั่งต่อหน้าศพ จุดธูปแล้วไหว้ก็พอ.

๕. ศพเด็ก เพียงจุดธูปหรือเทียน แล้วยืนหรือนั่ง สำรวมก็พอ…

 

ขอบคุณบทความจาก : อาจารย์มหาสุริยนต์ หีบแก้ว

 

สมาทานศีล 5 ด้วยตนเอง

สมาทานศีล 5 ด้วยตนเอง

ศีล ของฆราวาส ศีล5 ศีล 8. หรือศีลอุโบสถ ไม่จำเป็นต้องสมาทานจากพระเสมอไป หากเรา

ไม่มีเวลาไปวัดเราสมาทานเองก็ได้ คำสมาทานศีล 5 เองว่า..

        อะหัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ)ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะสีลานิ สะมาทิยามิ. (ว่า 3 หน)

คำในวงเล็บควรตัดออก เพราะเป็นศีลมักง่ายรับไม่ครบก็ได้ เราที่วัยใกล้ฝั่งแล้วควรรับรักษาเอาทุกข้อ และเปลี่ยน…ยาจามะ…เป็น..สมาทิยามิ..เพราะเรา สมาทานเอาเอง..ศีล 8 ให้เปลี่ยน ปัญจสีลานิ เป็น..อัฏฐะสีลานิ

…เมื่อกล่าวคำสมาทานเสร็จก็ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วต่อด้วยพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ฯลฯ และองค์ศีล ตั้งแต่ปาณา…….เรื่อยไปจนจบ. และสรุปลงว่า..

         อิมานิ ปัญจะสิกขาปทานิ สมาทิยามิ (3หน)

…ศีลนี้ถ้าเราสมาทานต่อหน้าพระสงฆ์ หากไม่รักษา

จะเป็นการโกหกพระ ..ก็บาปอีก ถ้าสมาทานเอาเอง

แสดงว่าเรามีใจที่สมัครใจจริงๆจะสำรวมระวังมากขึ้น

….. ศีลแลจะเป็นเครื่องป้องกันให้เราพ้นภัย

ในวัฏฏสงสารได้อย่างมั่นคงแน่นอน….

 

ขอบคุณบทความจาก : อาจารย์มหาสุริยนต์ หีบแก้ว