ท่านผู้ไกลกิเลสอยู่ที่ไหน

คาเม วา ยทิ วารญฺเญ นินฺเน วา ยทิ วา ถเล

ยตฺถ อรหนฺโต วิหรนฺติ ตํ ภูมิรามเณยฺยกํ

ไม่ว่าบ้าน ไม่ว่าป่า ไม่ว่าที่ลุ่ม หรือที่ดอน ท่านผู้ไกลกิเลสอยู่ที่ไหน ที่นั้นไซร้ คือ สถานอันรื่นรมย์

Game va yadi vara nne ninne va yadi va thale  yattha arahanto viharanti tom bhumiramaneyyakam  Be it a village or forest, in lands low or high, wherever enlightened ones dwell, that is a place of delight.

จะไปไหน ก็ไม่หวาด จะนอนไหน ก็ไม่หวั่น

จะไปไหน ก็ไม่หวาด จะนอนไหน ก็ไม่หวั่น ทั้งคืนทั้งวัน ไม่มีเดือดร้อนใจ

อะไรที่จะสูญเสียก็ไม่เห็นที่ไหนในโลก ดังนั้น จนหลับไป ก็มีแต่ใจหวังดีที่คิด

ปรานีช่วงปวงสัตว์

Wherever I go I am unafraid; wherever I sleep, I am unalarmed.

The nights and days do not burn mee. I see nothing is this world that is to

be lost; therefore my heart dwells  in good will and kindness to all beings

until I fall to sleep.

เรามีกรรมเป็นของตน

เรามีกรรมเป็นของตน เราทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักต้องเป็นทายาทของกรรมนั้น

My kamma is my own whatever kamma I do, whether good or evil, of that I will surely be the heir.

คารวะ

คารวะ แปลว่า ความเคารพ, ความตระหนัก  ความเชิดชูให้ลอยเด่น, ความเอื้อเฟื้อ นัยว่ามา จากคำว่า ครุ แผลงเป็น คารวะ และ เคารพ

คารวะ หมายถึงการแสดงเคารพนับถือด้วย ความตระหนักในคุณความดี นอบน้อม ยกย่อง เชิดชู ให้เกียรติ ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นทั้งต่อหน้าและ ลับหลังตลอดถึงความเอื้อเฟื้อ ยินดีพอใจที่จะอนุวัตรปฏิบัติตามด้วยเต็มใจ เรียกเต็มว่า

“คารวธรรม” ในพระพุทธศาสนากำหนดบุคคลและสิ่งที่ควร เคารพควรเอื้อเฟื้อไว้ ๖ อย่าง คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา อัปปมาทะ และปฏิสันถาร

ขานนาค

ขานนาค คือ การกล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบท ของนาคในพิธีบวช

     ขานนาค เป็นคำที่ใช้เรียกการที่นาคผู้ต้องการ จะอุปสมบทเป็นภิกษุประคองผ้าไตรจีวรเข้าไปหา พระอุปัชฌาย์ท่ามกลางสงฆ์ที่นั่งอันดับอยู่แล้ว กล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบทด้วยเสียงดังฟังชัด พอให้สงฆ์ที่ประชุมกันอยู่ในที่นั้นได้ยินทุกรูป เรียกการกล่าวคำขอเช่นนี้ว่า ขานนาค

ขานนาค มีคำสำหรับกล่าวโดยเฉพาะ เป็นภาษามคธ เป็นคำเฉพาะที่วางไว้เป็นแบบมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล มีความหมายว่าขอบวชเพื่อบรรลุพระนิพพานอันเป็นที่สลัดออกจากกองทุกข์ทั้งมวล ขอสงฆ์ได้โปรดเอ็นดูให้อุปสมบทด้วยเถิด

แม้ในการบวชเป็นสามเณรก็อนุโลมใช้คำและเรียกตามนี้

ธาตุ

ธาตุ  แปลว่า สิ่งที่ทรงสภาพของตนไว้ คือ ไม่เปลี่ยนสภาพต่อไป ปกติใช้หมายถึง องค์ประกอบของร่างกายมนุษย์ ๔ อย่าง คือ

          ๑. ปฐวีธาตุ ธาตุดิน ได้แก่ ส่วนที่มีลักษณะ แข็ง คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น

         ๒. อาโปธาตุ ธาตุน้ำ ได้แก่ ส่วนที่มีลักษณะ อ่อน เหลว คือ หนอง เลือด เป็นต้น

        ๓. เตโชธาตุ ธาตุไฟ ได้แก่ ส่วนที่มีลักษณะ ร้อน คือ ไฟที่ทำให้อบอุ่น เป็นต้น

        ๔. วาโยธาตุ ธาตุลม ได้แก่ ส่วนที่มีลักษณะ พัดไปมา คือ ลมในท้อง ลมหายใจ เป็นต้น

ธาตุ หมายถึง กระดูก ก็ได้ เช่น เรียกพระอัฐิ ของพระพุทธเจ้าว่า พระบรมสารีริกธาตุ เรียกอัฐิของพระอรหันต์ว่า พระธาตุ เรียกที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุว่า ธาตุเจดีย์

นมัสการ

นมัสการ แปลว่า การทำความนอบน้อม, การทำความเคารพด้วยการยกมือไหว้ เป็นคำ สำหรับคฤหัสถ์ที่ใช้กับพระสงฆ์ มิใช่พระสงฆ์ ใช้กับพระสงฆ์ด้วยกัน คำนี้ใช้เป็นคำขึ้นต้นในกรณีกล่าวถวายราย งานต่อพระสงฆ์ในพิธีต่าง ๆ เช่น ว่า   “นมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพ” หรือ   “กราบนมัสการพระเดชพระคุณที่เคารพ”

และใช้เป็นคำขึ้นต้นและลงท้ายจดหมายที่ เขียนไปถึงภิกษุสามเณร เช่น     ขึ้นต้นว่า “นมัสการ พระ…..”   ลงท้ายว่า “นมัสการด้วยความเคารพ”

     นมัสการ คำนี้มักใช้ผิดเพี้ยนไปว่า มนัสการ

บารมี

บารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง, บารมีที่พระโพธิสัตว์

ต้องบำเพ็ญให้ครบบริบูรณ์ จึงจะบรรลุโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า มี ๑๐ คือ

     ๑. ทาน คือ การให้ การเสียสละเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์สรรพสัตว์

     ๒. ศีล คือ ความประพฤติถูกต้องสุจริต

     ๓. เนกขัมมะ คือ ความปลีกออกจากกามได้ไม่เห็นแก่การเสพบำเรอ, กล่าวคือการออกบวช

      ๔. ปัญญา คือความรอบรู้ เข้าถึงความจริงรู้จักคิดพิจารณาแก้ไขปัญหาและดำเนินการจัด

การต่าง ๆ ให้สำเร็จ

     ๕. วิริยะ คือ ความเพียรแกล้วกล้า บากบั่นทำการ ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่

     ๖. ขันติ คือ ความอดทน ควบคุมตนอยู่ได้ธรรม ในเหตุผล และในแนวทางเพื่อจุดหมายอันชอบ ไม่ยอมลุอำนาจกิเลส

     ๗. สัจจะ คือ ความจริง ชื่อสัตย์ จริงใจ จริงจัง

     ๘. อธิษฐาน คือ ความตั้งใจมั่น ตั้งจุดหมายไว้ดีงาม ชัดเจนและมุ่งไปเด็ดเดี่ยว แน่วแน่

     ๙. เมตตา คือ ความรักความปรารถนาดี คิดเกื้อกูลหวังให้สรรพสัตว์อยู่ดีมีความสุข

     ๑๐. อุเบกขา คือ ความวางใจเป็นกลางอยู่ในธรรม เรียบสงบ สม่ำเสมอ ไม่เอนเอียง ไม่หวั่นไหวไปด้วยความยินดียินร้าย ชอบชัง หรือแรกเย้ายวนยั่วยุใด ๆ

     บารมี ๑๐ นั้น จะบริบูรณ์ต่อเมื่อพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญแต่ละบารมีครบสามขั้นและสามระดับจึงแบ่งบารมีเป็น ๓ ระดับ คือ

     ๑. บารมี คือคุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นต้น

    ๒. อุปบารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่าง ยิ่งยวดขึ้นจวนสูงสุด ๓. ปรมัตถบารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นสูงสุด

     เกณฑ์ในการแบ่งระดับของบารมีนั้น มีหลายแง่หลายด้าน ขอยกเกณฑ์อย่างง่าย มาให้ทราบพอเข้าใจ เช่น ในข้อทาน สละทรัพย์ ภายนอกทุกอย่างได้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นทานบารมี สละอวัยวะเพื่อประโยชน์ แก่ผู้อื่น เป็นทานอุปบารมี สละชีวิตเพื่อ ประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นทานปรมัตถบารมี

     บารมีในแต่ละขั้นมี ๑๐ จึงแยกกันเป็น บารมี ๑๐ (ทศบารมี) อุปบารมี ๑๐ (ทศอุปบารมี) และปรมัตถบารมี ๑๐ (ทศปรมัตถบารมี) รวมทั้งสิ้นเป็นบารมี ๓๐ เรียกเป็นคำศัพท์ว่า สมดึงสบารมี (หรือ สมติงสบารมี) แปลว่า บารมีสามสิบถ้วน หรือบารมีครบเต็มสามสิบ แต่ในภาษาไทย บางที่เรียกสืบ ๆ กันมาว่า “บารมี ๓๐ ทัศ