กุฏิ

กุฏิ (อ่านว่า กุด หรือกุดติ) แปลว่า กระต๊อบ,

กระท่อม, โรงนา ใช้ว่า กุฎี ก็ได้ เรียกเพี้ยน

ไปว่า กฏิ ก็มี (กฏิ แปลว่า สะเอว)

กุฏิ หมายถึง อาคารที่เป็นโรงเรือนหรือ

ตึกอันเป็นที่อยู่พำนักอาศัยของภิกษุสามเณร

ใช้เป็นศัพท์เฉพาะในพระพุทธศาสนา

อ่านเพิ่มเติม “กุฏิ”

จิต

จิต แปลว่า ธรรมชาติที่นึกคิดอารมณ์

ธรรมชาติที่รู้อารมณ์, ความคิด,

ธรรมชาติที่วิจิตร, ธรรมชาติที่สั่งสม

กุศลและอกุศล ฯลฯ เขียนเต็มว่า

จิตต

อ่านเพิ่มเติม “จิต”

เปรต

เปรต แปลว่า ผู้ละโลกนี้ไปแล้ว,

ผู้ตายไปแล้ว

 

เปรต หมายถึง สัตว์พวกหนึ่ง

ที่เกิดในเปตวิสัยซึ่งเป็นอบายภูมิ

๑ ใน ๔ มีหลายประเภท เช่น ประเภท

หนึ่งเรียกว่า ปรทัตตูปชีวิเปรต?คือ

เปรตที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยส่วนบุญ

ที่มีผู้ทำอุทิศให้ มีรูปร่างสูงโย่ง

เท่าต้นตาล ผมยาว คอยาว ผอมโซ

ตัวดำ ท้องโต มือเท่าใบตาล

แต่มีปากเท่ารูเข็ม หากไม่มีส่วนบุญ

ที่มีผู้อุทิศให้ก็จะกินเลือดและหนอง

ของตัวเองเป็นอาหาร มักร้องเสียง

โหยหวนในเวลากลางคืนเพื่อขอส่วน

บุญ

 

เรียกการทำพลีกรรมแก่ผู้ล่วงลับ

ไปแล้ว หรือการทำบุญอุทิศไปให้ผู้

ตายว่า เปตพลี หรือ บุพเปตพลี

เจริญพร

เจริญพร เป็นคำที่ภิกษุสามเณรใช้พูดหรือ

เขียนเป็นคำเริ่มต้น คำรับ และคำลงท้าย

กับคฤหัสถ์ที่เป็นผู้ใหญ่ ถือเป็นคำสุภาพ

เป็นกัปปิยโวหาร ใช้แทนคำว่า เรียน ครับ

หรือ ขอรับ ที่คฤหัสถ์ใช้กัน เช่น

 

“ขอเจริญพรท่านเลขา อาตมาขอ

พบท่านอธิบดีหน่อย”

 

“ท่านนัดไว้ล่วงหน้าหรือเปล่าครับ”

“ไม่ได้นัดดอก เจริญพร”

“ได้โปรดรอสักครู่นะครับ”

“เจริญพร”

 

ลักษณะนี้ หากใช้กับพระมหากษัตริย์

หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง ใช้ว่า ถวายพระพร

แทนคำว่า เจริญพร

เจ้ากรรมนายเวร

เจ้ากรรมนายเวร

 

“ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล

ที่ข้าพเจ้าทำในวันนี้ไปให้แก่พ่อแม่

พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ผู้ล่วงลับไปแล้ว

ตลอดทั้งเจ้ากรรมนายเวรและสรรพ

สัตว์ทั้งหลาย”

 

เจ้ากรรมนายเวร หมายถึง บุคคล

๒ พวก คือ พวกหนึ่งเป็นผู้ที่มีกรรม

มีเวรติดตัวไป กล่าวคือในขณะที่มี

ชีวิตอยู่ได้ทำความชั่วไว้ตายไปจึง

ได้รับผลเป็นทุกข์อยู่ในภพภูมิที่ตน

เกิด เช่น นรก เปรต เป็นต้น อีกพวก

หนึ่ง คือ ผู้ที่เคยผูกเวรจองกรรมกันไว้

เช่น เคยฆ่ากันไว้ เคยฉ้อโกงกันไว้

เคยผิดใจกัน หรือเคยอาฆาตกันไว้?

ทั้งสองพวกนี้ เรียกว่า เจ้ากรรมนายเวร

 

การกรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับ

ส่วนบุญที่ตนทำด้วยนี้ถือว่าเป็นการให้

อภัยแก่กัน จะได้หมดเวรหมดกรรมกัน

ไป และเป็นการแสดงน้ำใจที่กว้างขวาง

ของผู้ทำบุญกรวดน้ำด้วย

ปักษ์

ปักษ์ แปลว่า ข้าง, ฝ่าย, ส่วน

   ปักษ์ หมายถึง ครึ่งหนึ่งของเดือนตามจันทรคติ

โดยเดือนหนึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ปักษ์ คือ ข้างขึ้นกับ

ข้างแรม ปักษ์ละ ๑๕ วัน มีคำเรียกโดยเฉพาะ คือ

– ข้างขึ้น เรียก ศุกลปักษ์บ้าง ชุณหปักษ์บ้าง

ซึ่งแปลว่า ฝ่ายขาว, ฝ่ายสว่าง คือระยะที่แสงเดือน

สว่างขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มดวง ที่เรียกว่า จันทร์เพ็ญ

– ข้างแรม เรียก กาฬปักษ์ แปลว่า ฝ่ายดำ,

ฝ่ายมืด คือระยะที่แสงเดือนมืดลงเรื่อย ๆ จนมืด

สนิท

ประณาม

ประณาม เป็นภาษาพระวินัย แปลว่า ผลักออก

หมายถึง การตัดผู้ประพฤติมิชอบให้ออกไปจากหมู่

ไม่ให้คบหาด้วย

 

  ประณาม ทรงอนุญาตให้ทำเป็นการสงฆ์ คือ

ลงโทษภิกษุผู้ประพฤติมิชอบ ในกรณีไม่เห็นอาบัติ

ในกรณีไม่ทำคืนอาบัติ คือไม่ยอมเปลื้องอาบัติที่ตน

ต้อง ในกรณีไม่ละทิฐิความคิดเห็นที่ชั่ว แม้ถูกตักเตือน

แล้ว ด้วยการไม่ให้อยู่ร่วมด้วย หรือลงโทษด้วยวิธีที่

เรียกว่า พรหมทัณฑ์ ด้วยการนัดหมายกันไม่ให้ตักเตือน

ว่ากล่าวสั่งสอนเธอ เธอจะทำอย่างใดก็ช่าง ปล่อยให้

ปรากฏ (คือรับผล) ด้วยกรรมของเธอเอง

 

ประณาม ยังทรงอนุญาตให้ทำแก่คฤหัสถ์ผู้คิดร้าย

ต่อพระพุทธศาสนาได้ด้วยการคว่ำบาตร

วัจกุฎี, เวจกุฎี (ห้องน้ำ, ห้องส้วม)

      วัจกุฎี อ่านว่า วัดจะกุดี คือ ที่ถ่ายอุจจาระ หรือส้วมของภิกษุสามเณร

วัจกุฎี สมัยโบราณเรียกว่า ถาน นิยมสร้างไว้ริมรั้ววัด ซึ่งห่างจาก

สถานที่พำนักอาศัยของภิกษุสามเณรในวัด เพื่อมิให้กลิ่นรบกวน

สมัยปัจจุบันไม่นิยมเรียกชื่อนี้แล้ว แม้คำว่าถานก็ไม่นิยมเรียก

เรียกแต่ว่า ส้วมบ้าง ห้องน้ำบ้าง ห้องสุขาบ้าง ตามแบบชาวบ้าน

      วัจกุฎี ในพระวินัยกำหนดธรรมเนียมในการใช้ไว้หลายอย่าง

เช่น ห้ามเหลือน้ำที่ชำระไว้ในภาชนะ เช่น กระบอก ขันตักน้ำ

ไม่ต้องนับพรรษา คือ ไม่ต้องเรียงลำดับว่า ผู้มีอายุพรรษา

มากกว่าต้องใช้ก่อน ไม่ต้องทำสามีจิกรรม คือ ไม่ต้องไหว้

ในขณะที่เข้าไปทำกิจ เป็นต้น

ห้องน้ำ, ห้องสุขา, ห้องส้วม, ไปถาน, toilet
ห้องสุขา,  ไปถาน, toilet

พุทธาภิเษก

     พุทธาภิเษก เป็นคำเรียกพิธีการปลุกเสกวัตถุ

มงคลโดยใช้พุทธคุณ ซึ่งอยู่ในบทพุทธปริตร 

หรือ พุทธมนต์ หรือโดยการใช้สมาธิจิตที่แน่วแน่

ที่เกิดจากการปฏิบัติกรรมฐานมาเป็นองค์ประกอบ

เรียกพิธีเช่นนั้นว่า พิธีพุทธาภิเษก

     พิธีพุทธาภิเษก เกิดขึ้นตามความเชื่อถือในอำนาจ

สมาธิและอำนาจพระพุทธมนต์ว่า จะเป็นปริตรหรือ

ตำนาณ คือเป็นเครื่องป้องกันภัยอันตรายและทำให้

เกิดความสวัสดี มีโชคชัย ได้ตามเนื้อหาแห่ง

พระพุทธมนต์นั้น วัตถุมงคลที่ผ่านพิธีพุทธาภิเษก

แล้ว ย่อมกลายเป็นวัตถุมงคลพระปริตรที่ศักดิ์สิทธิ์

เฉกเช่นการสาธยายพระพุทธมนต์บทต่าง ๆ ในการ

เจริญพระพุทธมนต์แล้วทำน้ำมนต์ น้ำมนต์ท่ผ่าน

กระบวนการเช่นนั้นแล้ว กลายเป็นน้ำพระปริตรที่

ศักดิ์สิทธิ

      พิธีพุทธาภิเษก มิได้ หมายถึง พิธีปลุกเสก

พระพุทธเจ้าแต่ประการใด

วันรัต คือ ผู้ยินดีในการอยู่ป่า

วันรัต อ่านว่า วันนะรัต คือ ผู้ยินดีในการอยู่ป่า, ผู้รักการอยู่ป่า 

ของเดิมใช้ว่า พนรัต  วันรัต เป็นนามที่ได้มาจากลังกา

อ่านเพิ่มเติม “วันรัต คือ ผู้ยินดีในการอยู่ป่า”