อันคนเฮานี้มีดีมีชั่ว

            อันว่าคนเฮานี้หาก มีความแตกต่าง 
บางคนทุกข์ยากไฮ้ บางคนได้เป็นเศรษฐี 
บางคนดีบางคนชั่ว มัวเมาเรื่องบ่แม่น 
บางคนแขนขาด้วน กรรมสร้างแต่งมา 
บางคนแฟนอ้อมหน่า อ้อมหลังทุกหนแห่ง 
บางคนนอนแห้งแล้ง แฟนสิซ้อนกะบ่มี 
           พุทธองค์ตรัสชี้ สาเหตุเพราะ บุญกรรม 
ไผผู้ทำกรรมดี สิฮางมีดีได้ 
กรรมดีสิส่งให้ ได้มี ทุกสิ่งอย่าง 
ทางชีวิตข้างหน้า สิหาพ้อแต่ความสุข…พี่น้องเอย

อันคนเฮานี้มีดีมีชั่ว, คนเรานี้มีดีมีชั่ว, ทุกข์ยาก, เป็นเศรษฐี, คนแขนขาด้วน, คนมีแฟน, บุญกรรม, กรรมดี, กรรมชั่ว, ทำดี, ทำชั่ว, เฮ็ดดี, เฮ็ดซัว, ความสุข, พระ, พระบิณฑบาต, ออกบิณฑบาต, บิณฑบาต, ใส่บาตร, จีวร, ห่มจีวร, ครองผ้า, ห่มคลุม, พระสงฆ์, พระภิกษุ
ใส่บาตรยามเช้า

ขอบคุณผญาคำกลอน และรูปภาพจาก

Admin:khem เพจบ้านหลังน้อย – ของคนอีสาน

ตายแล้วไปไหน

มนุษย์ตายแล้วไปไหน

ความสงสัยเหล่านี้ครั้งหนึ่งพระเจ้าปายาสิ
ได้ถาม และโต้คารมกับ พระกุมารกัสสปเถระว่า…….
@ พระเจ้าปายาสิ : มนุษย์ตายแล้วก็สูญ
โลกอื่นไม่มี. มีแต่เพียงโลกนี้โลกเดียว
เท่านั้น…..ตายแล้วก็สูญเปล่า
@ พระกุมารกัสสปะ : ท่านเห็นว่า
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ
บนท้องฟ้า มีไหม?
@ ปายาสิ : มีจริงอยู่ ขอรับ
@ พระเถระ : ถ้าเช่นนั้นทำไมท่านจึง
บอกว่า “โลกหน้าไม่มี”หล่ะในเมื่อเห็นอยู่
@ ปายาสิ : ข้อนั้นยกไว้ก่อน..ข้าฯเคย
บอกให้ญาติๆของข้าฯที่เคยทำแต่กรรมชั่ว
ตอนใกล้ตายว่า..ถ้าหากตายไปแล้วจง
กลับมาบอกด้วยว่า”นรก”มีจริงไหม ก็ไม่
เคยเห็นใครกลับมาบอกสักคน..นรกไม่มี
เป็นเพียงการบอกเล่ากันเท่านั้น…
@ พระเถระ : สมมุติว่า โจรโฉดคนหนึ่ง
ถูกราชบุรุษจับได้นำไปสู่แดนประหาร เขา
อ้อนวอนให้เพชฌฆาต ปล่อยชั่วคราวให้ไป
ลาภรรยา-บุตรก่อน ถามว่าเพชฌฆาตจะอนุ
ญาตไหม?
@ ปายาสิ : ไม่อนุญาต ขอรับ
@ พระเถระ : คนไปตกนรกย่อมถูกไฟ
นรก แผดเผาเร่าร้อนทุกข์ทรมาน และนาย
นิรบาล ก็ไม่ยอมปล่อย แล้วเขาจะมาบอก
ท่านได้อย่างไร…
@ ปายาสิ : ข้อนั้นยกไว้ก่อน..ข้าฯเคย
บอกญาติๆของข้าฯที่สร้างแต่คุณความดี
มาตลอด ตอนใกล้ตายว่า เมื่อท่านไป
สวรรค์แล้ว ขอให้กลับมาบอกด้วย แต่แล้ว
ก็ไม่เคยมีใครกลับมาบอกตายแล้วก็สูญไป
หมดทุกคน สวรรค์ก็ย่อมไม่มี เป็นเพียงคำ
พูดกันเท่านั้น….
@ พระเถระ : สมมุติว่ามีบุรุษคนหนึ่งเดิน
ไปตกหลุมส้วมจมลงทั้งตัว พระราชาสั่งให้
คนนำเอาบุรุษคนนั้นขึ้นมาแล้วให้อาบน้ำให้สะอาดดีจัดหาเสื้อผ้าดีๆสวมใส่ให้ แล้ว
นำไปไว้ในปราสาท บำเรอด้วยกามคุณ ๕ มีสาวๆสวยๆให้เลือกได้ตามต้องการ ถามว่าบุรุษนั้นจะอยากกลับลงไปหลุมส้วม อีกไหม?
@ ปายาสิ : เขาไม่กลับแน่ ขอรับ
@ พระเถระ : อีกประการหนึ่ง เมืองสวรรค? เป็นดินแดนแห่งความเสพสุข
ด้วยกามคุณ และเสวยทิพย์ทุกอย่าง ผู้ไปแล้วจะยินดีในการเสพสุขไม่เสื่อมคลายเขาไม่อยากกลับมาโลกมนุษย์อันไม่สะอาดเปรียบด้วยหลุมคูถหลุมส้วมนั้น…
และประการหนึ่ง เวลา ๑ วันกับ ๑ คืนบน
สวรรค์ เท่ากับ ๑๐๐ ปีในโลกมนุษย์ สมมุติว่า
ญาติ ของท่านขอเวลาเที่ยวบนสวรรค์สัก
๒-๓วันค่อยจะมาบอก …เมื่อเป็นดังนั้น ก็
เลยไปเป็น๒๐๐-๓๐๐ ปีแล้ว ท่านจะยังอยู่
รอไหม?…..
(ปายาสิสูตร)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก ครามหู ครูรักษ์ธรรม

 

พิธีการกราบศพ

พิธีการกราบศพ

วิธีการนี้ไม่ได้มีการบันทึกไว้ในพระธรรมคำสอน เพียงแต่ปราชญ์ท่านจัดแต่งไว้เพื่อเป็นแบบอย่างประเพณี

ชาวพุทธให้เป็นแนวเดียวกัน และมีการปรับแต่งให้เหมาะสม อยู่บ้างบางสมัย

๑. พระบรมศพ  ให้เดินเข่าเข้าไป นั่งพับเพียบ มือประสานหน้าเข่า สำรวมครู่หนึ่ง แล้วน้อมกราบลง ไม่แบมือหนึ่งครั้ง.

๒. ศพพระสงฆ์ นั่งสำรวม ชายนั่งท่าเทพบุตร(กระโหย่ง) หญิงนั่งท่าเทพธิดา (นั่งทับส้น). แล้วกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง

๓. ศพผู้ใหญ่ นั่งพับเพียบ กราบลง 1 ครั้งไม่แบมือ ทำเหมือนกราบผู้ใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่างกันแต่กราบ ศพ เมื่อกราบ แล้วนั่งเอามือประสานกันที่หน้าเข่า แล้วปลงสังเวชคครู่หนึ่งก่อนลุกขึ้นน (สำหรับศพพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณสูง เราถือว่าเป็น พระที่ประเสริฐยิ่งกว่า พระใด ๆ เราควรกราบ ๓ ครั้ง) 

๔. ศพผู้มีอายุน้อยกว่าเราไม่ควรกราบ ควรนั่งต่อหน้าศพ จุดธูปแล้วไหว้ก็พอ.

๕. ศพเด็ก เพียงจุดธูปหรือเทียน แล้วยืนหรือนั่ง สำรวมก็พอ…

 

ขอบคุณบทความจาก : อาจารย์มหาสุริยนต์ หีบแก้ว

 

สมาทานศีล 5 ด้วยตนเอง

สมาทานศีล 5 ด้วยตนเอง

ศีล ของฆราวาส ศีล5 ศีล 8. หรือศีลอุโบสถ ไม่จำเป็นต้องสมาทานจากพระเสมอไป หากเรา

ไม่มีเวลาไปวัดเราสมาทานเองก็ได้ คำสมาทานศีล 5 เองว่า..

        อะหัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ)ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะสีลานิ สะมาทิยามิ. (ว่า 3 หน)

คำในวงเล็บควรตัดออก เพราะเป็นศีลมักง่ายรับไม่ครบก็ได้ เราที่วัยใกล้ฝั่งแล้วควรรับรักษาเอาทุกข้อ และเปลี่ยน…ยาจามะ…เป็น..สมาทิยามิ..เพราะเรา สมาทานเอาเอง..ศีล 8 ให้เปลี่ยน ปัญจสีลานิ เป็น..อัฏฐะสีลานิ

…เมื่อกล่าวคำสมาทานเสร็จก็ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วต่อด้วยพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ฯลฯ และองค์ศีล ตั้งแต่ปาณา…….เรื่อยไปจนจบ. และสรุปลงว่า..

         อิมานิ ปัญจะสิกขาปทานิ สมาทิยามิ (3หน)

…ศีลนี้ถ้าเราสมาทานต่อหน้าพระสงฆ์ หากไม่รักษา

จะเป็นการโกหกพระ ..ก็บาปอีก ถ้าสมาทานเอาเอง

แสดงว่าเรามีใจที่สมัครใจจริงๆจะสำรวมระวังมากขึ้น

….. ศีลแลจะเป็นเครื่องป้องกันให้เราพ้นภัย

ในวัฏฏสงสารได้อย่างมั่นคงแน่นอน….

 

ขอบคุณบทความจาก : อาจารย์มหาสุริยนต์ หีบแก้ว