Vinaora Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday91
mod_vvisit_counterYesterday1487
mod_vvisit_counterThis week1578
mod_vvisit_counterLast week9658
mod_vvisit_counterThis month27797
mod_vvisit_counterLast month37155
mod_vvisit_counterAll days1447462

Online Now: 11
Your IP: 54.167.196.208
,
Today: เมษายน 23, 2018

ฆ่าอะไรไม่บาปแต่ได้บุญ

"ผู้ใดฆ่าความโกรธได้ ระงับความโกรธ
ได้ผู้นั้นย่อมพบความสุข"
ความโกรธ ความริษยา ความอาฆาต
ความพยาบาท เหล่านี้มันคือกองเพลิงคอย
เผาจิตใจของเราให้เร่าร้อน เหมือนไฟนรก
ทำให้เป็นทุกข์ตลอดเวลา....
#เราจะระงับความโกรธได้อย่างไร#
เราต้องเจริญหรือทำให้"เมตตา - กรุณา"
เกิดมีขึ้นในจิตใจของเราให้ได้จริงๆก่อน
- เมตตา คือความรักอยากให้ผู้อื่นมี
ความสุข
- กรุณา คือความสงสาร คิดจะช่วยให้
ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ ถ้าผู้ใดมักมีใจขัดเคืองโกรธผู้อื่นอยู่บ่อยๆ
การแผ่เมตตาของผู้นั้นย่อมไม่มีผลแก่
ผู้อื่นเลย...ปากก็ว่า"สัพเพ สัตตา "สัตว์ทั้ง
หลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายฯลฯ
ว่าเป็นนกแก้วนกขุนทองเฉยๆเหนื่อยเปล่า
ไม่ได้เกิดคุณแก่ใครเลย เพราะใจเราไม่มี
"เมตตาธรรม"เราจะให้คนอื่นได้อย่างไร
เหมือนเราไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว จะเอา
อะไรไปแจกจ่ายผู้อื่นได้..จริงไหม ใจไม่ดี
ไม่งาม มีแต่ปากว่าเปล่าๆ....เมตตาธรรมจะ
ถึงคนอื่นได้อย่างไร ...
เพราะฉะนั้นเราต้องอบรมบ่มเพาะจิต
ของเราด้วยการเจริญสมาธิภาวนา ให้มี
สติกำกับอยู่เสมอ. กำหนดรู้เท่าทัน เมื่อความโกรธ เกิดขึ้น รู้ว่ามันคือไฟ
เผาตัวเองและคนอื่น ให้วอดวายได้ ต้อง
ระงับ ปล่อยวาง หรือวางเฉยทันที เหมือน
เรารู้ว่าไฟมันร้อน เราก็อย่าไปจับ...
ไม่มีใครหรอกที่ไม่มีความโกรธ ทุกคนมี
แต่เมื่อรู้ว่าโกรธแล้ว ต้องมีสติกำหนดรู้ทัน.
ไม่โทษคนอื่น ต้องโทษตัวเอง ให้กลับมามองดูตัวเองก่อน
เสมอ ....แล้วความสงบสุขจะเกิดมีแก่ครอบครัวหรือชุมชนบ้านเมืองนั้นๆอย่างแน่นอน...

ขอบคุณข้อมูลจาก ครามหู ครูรักษ์ธรรม

 

มนุษย์ตายแล้วไปไหนโลกหน้านรกสวรรค์มีไหม ?

ความสงสัยเหล่านี้ครั้งหนึ่งพระเจ้าปายาสิ
ได้ถาม และโต้คารมกับ
พระกุมารกัสสปเถระว่า.......
@ พระเจ้าปายาสิ : มนุษย์ตายแล้วก็สูญ
โลกอื่นไม่มี. มีแต่เพียงโลกนี้โลกเดียว
เท่านั้น.....ตายแล้วก็สูญเปล่า
@ พระกุมารกัสสปะ : ท่านเห็นว่า
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ
บนท้องฟ้า มีไหม?
@ ปายาสิ : มีจริงอยู่ ขอรับ
@ พระเถระ : ถ้าเช่นนั้นทำไมท่านจึง
บอกว่า "โลกหน้าไม่มี"หละในเมื่อเห็นอยู่
@ ปายาสิ : ข้อนั้นยกไว้ก่อน..ข้าฯเคย
บอกให้ญาติๆของข้าฯที่เคยทำแต่กรรมชั่ว
ตอนใกล้ตายว่า..ถ้าหากตายไปแล้วจง
กลับมาบอกด้วยว่า"นรก"มีจริงไหม ก็ไม่
เคยเห็นใครกลับมาบอกสักคน..นรกไม่มี
เป็นเพียงการบอกเล่ากันเท่านั้น...
@ พระเถระ : สมมุติว่า โจรโฉดคนหนึ่ง
ถูกราชบุรุษจับได้นำไปสู่แดนประหาร เขา
อ้อนวอนให้เพชฌฆาต ปล่อยชั่วคราวให้ไป
ลาภรรยา-บุตรก่อน ถามว่าเพชฌฆาตจะอนุ
ญาตไหม?
@ ปายาสิ : ไม่อนุญาต ขอรับ
@ พระเถระ : คนไปตกนรกย่อมถูกไฟ
นรก แผดเผาเร่าร้อนทุกข์ทรมาน และนาย
นิรบาล ก็ไม่ยอมปล่อย แล้วเขาจะมาบอก
ท่านได้อย่างไร...
@ ปายาสิ : ข้อนั้นยกไว้ก่อน..ข้าฯเคย
บอกญาติๆของข้าฯที่สร้างแต่คุณความดี
มาตลอด ตอนใกล้ตายว่า เมื่อท่านไป
สวรรค์แล้ว ขอให้กลับมาบอกด้วย แต่แล้ว
ก็ไม่เคยมีใครกลับมาบอกตายแล้วก็สูญไป
หมดทุกคน สวรรค์ก็ย่อมไม่มี เป็นเพียงคำ
พูดกันเท่านั้น....
@ พระเถระ : สมมุติว่ามีบุรุษคนหนึ่งเดิน
ไปตกหลุมส้วมจมลงทั้งตัว พระราชาสั่งให้
คนนำเอาบุรุษคนนั้นขึ้นมาแล้วให้อาบน้ำให้สะอาดดีจัดหาเสื้อผ้าดีๆสวมใส่ให้ แล้ว
นำไปไว้ในปราสาท บำเรอด้วยกามคุณ ๕
มีสาวๆสวยๆให้เลือกได้ตามต้องการ ถามว่าบุรุษนั้นจะอยากกลับลงไปหลุมส้วม
อีกไหม?
@ ปายาสิ : เขาไม่กลับแน่ ขอรับ
@ พระเถระ : อีกประการหนึ่ง เมืองสวรรค? เป็นดินแดนแห่งความเสพสุข
ด้วยกามคุณ และเสวยทิพย์ทุกอย่าง ผู้ไป
แล้วจะยินดีในการเสพสุขไม่เสื่อมคลายเขาไม่อยากกลับมาโลกมนุษย์อันไม่สะอาดเปรียบด้วยหลุมคูถหลุมส้วมนั้น...
และประการหนึ่ง เวลา ๑ วันกับ ๑ คืนบน
สวรรค์ เท่ากับ ๑๐๐ ปีในโลกมนุษย์ สมมุติว่า
ญาติ ของท่านขอเวลาเที่ยวบนสวรรค์สัก
๒-๓วันค่อยจะมาบอก ...เมื่อเป็นดังนั้น ก็
เลยไปเป็น๒๐๐-๓๐๐ ปีแล้ว ท่านจะยังอยู่
รอไหม?.....
(ปายาสิสูตร)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก ครามหู ครูรักษ์ธรรม