ฟ้าอยู่สูง ดินอยู่ต่ำ

ฟ้าอยู่สูง ดินอยู่ต่ำ, ฟ้าอยู่สูง, ดินอยู่ต่ำ, ดิน, ฟ้า, sky, land
ฟ้าอยู่สูง ดินอยู่ต่ำ,

ฟ้าอยู่สูง  ดินอยู่ต่ำ   คนยังตามขึ้นไปจับบนขอบฟ้า

ผาอยู่สูง  เหวห้วงลึก  คนก็ยังตามปีนป่าย  หรือหย่อนกายลงไปหา

ชั่วทำง่าย  สำหรับคนที่ชอบทำชั่ว  แต่คนดีนั้นทำยาก 

ดีก็ทำง่าย  สำหรับคนที่ชอบทำดี  แต่คนชั่วนั้นทำยาก 

คนเกิดก่อนย่อมรู้ดีกว่า  คนเกิดทีหลัง

แต่คนเกิดที่หลัง  ก็ยังรู้ดีกว่าคนเกิดก่อน  (เหตุเพราะมันคนละยุค

คนละสมัย)  แต่เราควรเชื่อ  และเคารพคนที่เกิดก่อน

เพราะ  คนเกิดก่อน  เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน  (ท่านว่าไว้อย่างนั้น)

 

     สิทธิชา

ศาสนาไม่เสื่อม

ศาสนาไม่เสื่อม, ใจดี, ใจบริสุทธิ์, ใจไม่หลง, ใจปฏิบัติตาม, ใจดีถึงพระพุทธ, ใจบริสุทธิ์ถึงพระธรรม, ใจปฏิบัติธรรมถึงพระสงฆ์, ใจไม่หลงถึงพระนิพพาน, กลอนธรรมะ
ใจดี, ใจบริสุทธิ์,  ใจปฏิบัติตาม, ใจไม่หลง,

ใจดี ถึงพระพุทธ

ใจบริสุทธิ์ ถึงพระธรรม

ใจปฏิบัติธรรม ถึงพระสงฆ์

ใจไม่หลง ถึงพระนิพพาน

ที่เสื่อมเพราะคนที่เข้ามาปฏิบัติ ไม่ศึกษาและปฏิบัติตามพระวินัย มักเอาความคิดที่เป็นอัตตาของตน มาใช้ในการปฏิบัติ ศาสนาพุทธมิใช่ เรื่องที่คิดเอาเอง เพราะความคิดของเรา มีแต่โลภ โกรธ หลง เพราะฉะนั้นเราจะต้องปฏิบัติตามพระวินัยเพื่อชำระ โลภ โกรธ หลง กิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจโดยปฏิบัติตามท่านผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คือพระพุทธเจ้าผู้รู้แจ้งเห็นจริง

ตายแล้วไปไหน

มนุษย์ตายแล้วไปไหน

ความสงสัยเหล่านี้ครั้งหนึ่งพระเจ้าปายาสิ
ได้ถาม และโต้คารมกับ พระกุมารกัสสปเถระว่า…….
@ พระเจ้าปายาสิ : มนุษย์ตายแล้วก็สูญ
โลกอื่นไม่มี. มีแต่เพียงโลกนี้โลกเดียว
เท่านั้น…..ตายแล้วก็สูญเปล่า
@ พระกุมารกัสสปะ : ท่านเห็นว่า
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ
บนท้องฟ้า มีไหม?
@ ปายาสิ : มีจริงอยู่ ขอรับ
@ พระเถระ : ถ้าเช่นนั้นทำไมท่านจึง
บอกว่า “โลกหน้าไม่มี”หล่ะในเมื่อเห็นอยู่
@ ปายาสิ : ข้อนั้นยกไว้ก่อน..ข้าฯเคย
บอกให้ญาติๆของข้าฯที่เคยทำแต่กรรมชั่ว
ตอนใกล้ตายว่า..ถ้าหากตายไปแล้วจง
กลับมาบอกด้วยว่า”นรก”มีจริงไหม ก็ไม่
เคยเห็นใครกลับมาบอกสักคน..นรกไม่มี
เป็นเพียงการบอกเล่ากันเท่านั้น…
@ พระเถระ : สมมุติว่า โจรโฉดคนหนึ่ง
ถูกราชบุรุษจับได้นำไปสู่แดนประหาร เขา
อ้อนวอนให้เพชฌฆาต ปล่อยชั่วคราวให้ไป
ลาภรรยา-บุตรก่อน ถามว่าเพชฌฆาตจะอนุ
ญาตไหม?
@ ปายาสิ : ไม่อนุญาต ขอรับ
@ พระเถระ : คนไปตกนรกย่อมถูกไฟ
นรก แผดเผาเร่าร้อนทุกข์ทรมาน และนาย
นิรบาล ก็ไม่ยอมปล่อย แล้วเขาจะมาบอก
ท่านได้อย่างไร…
@ ปายาสิ : ข้อนั้นยกไว้ก่อน..ข้าฯเคย
บอกญาติๆของข้าฯที่สร้างแต่คุณความดี
มาตลอด ตอนใกล้ตายว่า เมื่อท่านไป
สวรรค์แล้ว ขอให้กลับมาบอกด้วย แต่แล้ว
ก็ไม่เคยมีใครกลับมาบอกตายแล้วก็สูญไป
หมดทุกคน สวรรค์ก็ย่อมไม่มี เป็นเพียงคำ
พูดกันเท่านั้น….
@ พระเถระ : สมมุติว่ามีบุรุษคนหนึ่งเดิน
ไปตกหลุมส้วมจมลงทั้งตัว พระราชาสั่งให้
คนนำเอาบุรุษคนนั้นขึ้นมาแล้วให้อาบน้ำให้สะอาดดีจัดหาเสื้อผ้าดีๆสวมใส่ให้ แล้ว
นำไปไว้ในปราสาท บำเรอด้วยกามคุณ ๕ มีสาวๆสวยๆให้เลือกได้ตามต้องการ ถามว่าบุรุษนั้นจะอยากกลับลงไปหลุมส้วม อีกไหม?
@ ปายาสิ : เขาไม่กลับแน่ ขอรับ
@ พระเถระ : อีกประการหนึ่ง เมืองสวรรค? เป็นดินแดนแห่งความเสพสุข
ด้วยกามคุณ และเสวยทิพย์ทุกอย่าง ผู้ไปแล้วจะยินดีในการเสพสุขไม่เสื่อมคลายเขาไม่อยากกลับมาโลกมนุษย์อันไม่สะอาดเปรียบด้วยหลุมคูถหลุมส้วมนั้น…
และประการหนึ่ง เวลา ๑ วันกับ ๑ คืนบน
สวรรค์ เท่ากับ ๑๐๐ ปีในโลกมนุษย์ สมมุติว่า
ญาติ ของท่านขอเวลาเที่ยวบนสวรรค์สัก
๒-๓วันค่อยจะมาบอก …เมื่อเป็นดังนั้น ก็
เลยไปเป็น๒๐๐-๓๐๐ ปีแล้ว ท่านจะยังอยู่
รอไหม?…..
(ปายาสิสูตร)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก ครามหู ครูรักษ์ธรรม

 

ฆ่าอะไรไม่บาปแต่ได้บุญ

“ผู้ใดฆ่าความโกรธได้ ระงับความโกรธ ได้ผู้นั้นย่อมพบความสุข”
ความโกรธ ความริษยา ความอาฆาต
ความพยาบาท เหล่านี้มันคือกองเพลิงคอย
เผาจิตใจของเราให้เร่าร้อน เหมือนไฟนรก
ทำให้เป็นทุกข์ตลอดเวลา….
#เราจะระงับความโกรธได้อย่างไร#
เราต้องเจริญหรือทำให้ “เมตตา – กรุณา” 
เกิดมีขึ้นในจิตใจของเราให้ได้จริงๆก่อน
– เมตตา คือความรักอยากให้ผู้อื่นมี
ความสุข 
– กรุณา คือความสงสาร คิดจะช่วยให้ 
ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ ถ้าผู้ใดมักมีใจขัดเคือง โกรธผู้อื่นอยู่บ่อยๆ 
การแผ่เมตตาของผู้นั้นย่อมไม่มีผลแก่
ผู้อื่นเลย…ปากก็ว่า”สัพเพ สัตตา “สัตว์ทั้ง
หลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายฯลฯ
ว่าเป็นนกแก้วนกขุนทองเฉยๆเหนื่อยเปล่า
ไม่ได้เกิดคุณแก่ใครเลย เพราะใจเราไม่มี
“เมตตาธรรม”เราจะให้คนอื่นได้อย่างไร
เหมือนเราไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว จะเอา
อะไรไปแจกจ่ายผู้อื่นได้..จริงไหม ใจไม่ดี
ไม่งาม มีแต่ปากว่าเปล่าๆ….เมตตาธรรมจะ
ถึงคนอื่นได้อย่างไร …
เพราะฉะนั้นเราต้องอบรมบ่มเพาะจิต
ของเราด้วยการเจริญสมาธิภาวนา ให้มี
สติกำกับอยู่เสมอ. กำหนดรู้เท่าทัน เมื่อความโกรธ เกิดขึ้น รู้ว่ามันคือไฟ
เผาตัวเองและคนอื่น ให้วอดวายได้ ต้อง
ระงับ ปล่อยวาง หรือวางเฉยทันที เหมือน
เรารู้ว่าไฟมันร้อน เราก็อย่าไปจับ…
ไม่มีใครหรอกที่ไม่มีความโกรธ ทุกคนมี
แต่เมื่อรู้ว่าโกรธแล้ว ต้องมีสติกำหนดรู้ทัน.
ไม่โทษคนอื่น ต้องโทษตัวเอง ให้กลับมามองดูตัวเองก่อน
เสมอ ….แล้วความสงบสุขจะเกิดมีแก่ครอบครัวหรือชุมชนบ้านเมืองนั้นๆอย่างแน่นอน…

ขอบคุณข้อมูลจาก ครามหู ครูรักษ์ธรรม

พิธีการกราบศพ

พิธีการกราบศพ

วิธีการนี้ไม่ได้มีการบันทึกไว้ในพระธรรมคำสอน เพียงแต่ปราชญ์ท่านจัดแต่งไว้เพื่อเป็นแบบอย่างประเพณี

ชาวพุทธให้เป็นแนวเดียวกัน และมีการปรับแต่งให้เหมาะสม อยู่บ้างบางสมัย

๑. พระบรมศพ  ให้เดินเข่าเข้าไป นั่งพับเพียบ มือประสานหน้าเข่า สำรวมครู่หนึ่ง แล้วน้อมกราบลง ไม่แบมือหนึ่งครั้ง.

๒. ศพพระสงฆ์ นั่งสำรวม ชายนั่งท่าเทพบุตร(กระโหย่ง) หญิงนั่งท่าเทพธิดา (นั่งทับส้น). แล้วกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง

๓. ศพผู้ใหญ่ นั่งพับเพียบ กราบลง 1 ครั้งไม่แบมือ ทำเหมือนกราบผู้ใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่างกันแต่กราบ ศพ เมื่อกราบ แล้วนั่งเอามือประสานกันที่หน้าเข่า แล้วปลงสังเวชคครู่หนึ่งก่อนลุกขึ้นน (สำหรับศพพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณสูง เราถือว่าเป็น พระที่ประเสริฐยิ่งกว่า พระใด ๆ เราควรกราบ ๓ ครั้ง) 

๔. ศพผู้มีอายุน้อยกว่าเราไม่ควรกราบ ควรนั่งต่อหน้าศพ จุดธูปแล้วไหว้ก็พอ.

๕. ศพเด็ก เพียงจุดธูปหรือเทียน แล้วยืนหรือนั่ง สำรวมก็พอ…

 

ขอบคุณบทความจาก : อาจารย์มหาสุริยนต์ หีบแก้ว

 

สมาทานศีล 5 ด้วยตนเอง

สมาทานศีล 5 ด้วยตนเอง

ศีล ของฆราวาส ศีล5 ศีล 8. หรือศีลอุโบสถ ไม่จำเป็นต้องสมาทานจากพระเสมอไป หากเรา

ไม่มีเวลาไปวัดเราสมาทานเองก็ได้ คำสมาทานศีล 5 เองว่า..

        อะหัง ภันเต (วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ)ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะสีลานิ สะมาทิยามิ. (ว่า 3 หน)

คำในวงเล็บควรตัดออก เพราะเป็นศีลมักง่ายรับไม่ครบก็ได้ เราที่วัยใกล้ฝั่งแล้วควรรับรักษาเอาทุกข้อ และเปลี่ยน…ยาจามะ…เป็น..สมาทิยามิ..เพราะเรา สมาทานเอาเอง..ศีล 8 ให้เปลี่ยน ปัญจสีลานิ เป็น..อัฏฐะสีลานิ

…เมื่อกล่าวคำสมาทานเสร็จก็ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วต่อด้วยพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ. ฯลฯ และองค์ศีล ตั้งแต่ปาณา…….เรื่อยไปจนจบ. และสรุปลงว่า..

         อิมานิ ปัญจะสิกขาปทานิ สมาทิยามิ (3หน)

…ศีลนี้ถ้าเราสมาทานต่อหน้าพระสงฆ์ หากไม่รักษา

จะเป็นการโกหกพระ ..ก็บาปอีก ถ้าสมาทานเอาเอง

แสดงว่าเรามีใจที่สมัครใจจริงๆจะสำรวมระวังมากขึ้น

….. ศีลแลจะเป็นเครื่องป้องกันให้เราพ้นภัย

ในวัฏฏสงสารได้อย่างมั่นคงแน่นอน….

 

ขอบคุณบทความจาก : อาจารย์มหาสุริยนต์ หีบแก้ว

คำอาราธนาพระปริตร (VIPATTI PATIBAHAYA)

             คำอาราธนาพระปริตร
วิปัตติปะฏิพาหายะ   สัพพะสัมปัตติ สิทธิยา
สัพพะทุกขะ วินาสายะ   ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะ   สัพพะสัมปัตติ สิทธิยา
สัพพะภะยะ วินาสายะ   ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะ   สัพพะสัมปัตติ สิทธิยา
สัพพะโรคะ วินาสายะ   ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง

คำแปล
ขอพระสงฆ์ทั้งหลาย จงสวด พระปริตรอันเป็นมงคล     เพื่อป้องกันความวิบัติทั้งปวง

เพื่อยังสมบัติทั้งปวงให้สำเร็จ เพื่อให้ทุกข์ภัย โรคทั้งปวงพินาศไป

คำอาราธนาพระปริตร (แบบภาษาบาลีโรมัน)
VIPATTI PATIBAHAYA   SABBASAMPATTISIDDHIYA
SABBADUKKHAVINASAYA  PARITTAM BRUTHA MANGALAM
VIPATTI PATIBAHAYA   SABBASAMPATTISIDDHIYA
SABBABHAYAVINASAYA  PARITTAM BRUTHA MANGALAM
VIPATTI PATIBAHAYA   SABBASAMPATTISIDDHIYA
SABBAROGAVINASAYA   PARITTAM BRUTHA MANGALAM

โพชฌังคปริตร (สวดต่ออายุผู้ป่วย)

โพชฌังคปริตร

สวดต่ออายุผู้ป่วย

โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา
โพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์

วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร
วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

สะมาธุเปกขะโพชฌังคา
สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์

สัตเตเต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา
๗ ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว

ภาวิตา พะหุลีกะตา
อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว

สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา
ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

เอกัสมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา
ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก

โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ
จึงทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง

เต จะ ตัง อะภินันทิตวา
ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม

โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ?
โรคก็หายได้ในบัดดล

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต
ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก

จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตวานะ สาทะรัง
รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ

สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส
ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง
ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก

มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ.

กะระณียะเมตตะสุตตัง (ป้องกันยักษ์หรืออมนุษย์มารังครวญ)

กะระณียะเมตตะสุตตัง พระสูตรว่าด้วยการเจริญเมตตา ใช้สวดเพื่อให้เทวดารักใคร่ 

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ

สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี

สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ

สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ

นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง

สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา

ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา

ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร

ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ

พยาโรสะนา ปะฏิฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ

มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข

เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง

ติฎฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ

เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ

ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีสะวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน

กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ

 

– กุลบุตรผู้ฉลาด พึงกระทำกิจที่พระอริยเจ้าผู้บรรลุแล้วซึ่งพระนิพพานอันเป็นที่สงบระงับได้กระทำแล้ว

– กุลบุตรนั้นพึงเป็นผู้องอาจ ซื่อตรงและประพฤติตรงดี เป็นผู้ที่ว่าง่ายสอนง่าย อ่อนโยน ไม่มีมานะอันยิ่ง

– เป็นผู้สันโดษยินดีในสิ่งที่ตนมีอยู่ เป็นผู้เลี้ยงง่าย เป็นผู้มีกิจธุระน้อย เป็นผู้ประพฤติทำให้กายและจิตเบา

– มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันสงบนิ่ง มีปัญญาฆ่ากิเลส เป็นผู้ไม่คะนอง กาย วาจา ใจ และไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย

-ไม่พึงกระทำกรรมที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายติเตียน ผู้อื่นว่าทำแล้วไม่ดี

– พึงแผ่เมตตาจิตว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้มีสุข มีจิตเกาะพระนิพพานแดนอันพ้นจากภัยทั้งหลาย และจงเป็นผู้ทำตนให้ถึงความสุขทุกเมื่อเถิด

-ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมดโดยไม่มีเหลือ ทั้งที่มีตัณหาเครื่องทำใจให้สะดุ้งอยู่ และผู้มั่นคงคือไม่มีตัณหาแล้ว ทั้งที่มีกายยาว ใหญ่ปานกลาง หรือกายสั้น หรือผอม อ้วน เป็นผู้ที่เราเห็นแล้วก็ดี ไม่ได้เห็นก็ดี อยู่ในที่ไกลหรือในที่ไม่ไกล ทั้งที่เกิดมาในโลกนี้แล้ว และที่ยังกำลังแสวงหาภพเป็นที่เกิดอยู่ดี จงเป็นเป็นผู้ทำตนให้ถึงความสุขเถิด

– สัตว์อื่นอย่าพึงรังแกข่มเหงสัตว์อื่น อย่าพึงดูหมิ่นใครในที่ใด ๆ เลย

– ไม่ควรปรารถนาให้กันและกันมีความทุกข์ เพราะความกริ้วโกรธ และเพราะความเคียดแค้นกันเลย?

– มารดาย่อมตามรักษาบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน ด้วยชีวิต ฉันใด

– กุลบุตรพึงเจริญเมตตาจิตในใจไม่มีประมาณ ในสัตว์ทั้งปวงทั้งหลายแม้ฉันนั้น

– บุคคลพึงเจริญเมตตาให้มีในใจไม่มีประมาณ ไปในโลกทั้งสิ้น

– ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง การเจริญเมตตาจิตนี้เป็นธรรมอันไม่แคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู

– ผู้เจริญเมตตาจิตนั้น จะยืนอยู่ก็ดี เดินไปก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี เป็นผู้ปราศจากความง่วงเพียงใด

– ก็สามารถตั้งสติไว้ได้เพียงนั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงกิริยาอย่างนี้ว่า เป็นการเจริญพรหมวิหารในศาสนานี้

– บุคคลผู้ที่มีเมตตา ไม่เข้าถึงความเห็นผิด เป็นผู้มีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยความเห็นคือปัญญา

– นำความหมกมุ่นในกามทั้งหลายออกได้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงความเข้าไปนอนในครรภ์เพื่อเกิดอีกโดยแท้แลฯ