อารามโรปา วนโรปา เย ชนา เสตุการกา
อุทปานัญจ เย ททนฺติ เต ชนา สคฺคคามิโน.”
“ชนเหล่าใดปลูกสวน ปลูกป่า สร้างสะพาน ขุดบ่อน้ำไว้เป็นสาธารณประโยชน์ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ไปสู่สุคติ”
ณ บัดนี้ จักได้แสดงพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประคับประคองฉลองศรัทธา เพิ่มกุศลบุญราศี ปัญญาบารมีแก่สาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย เนื่องในวันธรรมสวนะ วันนี้อาตมาจะมาสาทกในเรื่องที่ใกล้ตัว แต่หลายคนมักมองข้าม นั่นคือเรื่องของ “ต้นไม้ ธรรมชาติ และภาวะโลกร้อน” ญาติโยมทั้งหลาย… ลองเหลียวซ้ายแลขวาดูเถิด ทุกวันนี้อากาศบ้านเรามันวิปริตผิดเพี้ยนไปขนาดไหน บางวันเช้าหนาว กลางวันร้อนจนตับจะแลบ เย็นมาฝนตก น้ำท่วมเซาะร่องสวน จนโยมบางคนบ่นว่า “ท่านพระครูเจ้าขา… โลกเราตอนนี้เหมือนคนเป็นไข้ไฮสปีด เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ปรับตัวไม่ทันแล้ว!” เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมนุษย์เราไปตัดไม้ทำลายป่า ไปรังแกธรรมชาติ จนโลกมัน “งอน” และเอาคืนอย่างเจ็บแสบนั่นเอง
๑. พุทธสุภาษิตว่าด้วยเรื่องต้นไม้: สัจจะแห่งธรรมชาติ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น พระองค์ทรงผูกพันกับต้นไม้มาโดยตลอด ตั้งแต่ประสูติใต้ต้นสาละ ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และปรินิพพานใต้ต้นสาละ พระองค์จึงทรงเห็นคุณค่าของต้นไม้เป็นอย่างยิ่ง ดังสำนวนที่ว่า “บุคคลอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใดพักผ่อนพึ่งเย็นแล้ว พึงมีความสุขสำราญร่วมกับต้นไม้นั้น ไม่ควรคิดทำลายต้นไม้นั้นเลย” แต่คนสมัยนี้ ตัดไม้ ทำลายป่า กันว่าเล่น ไร่สวนที่มีต้นไม้ ก็พากันตัด เหตุเพราะต้นไม้มันหง๋ำ ก็คือมันทำให้ต้นอ้อย ต้นมัน ไม่งาม ไม่ออกผล หรือ ไม่โต เขาก็เลยพากันตัดทิ้งให้เหลือแต่ไร่ที่โล่ง ๆ มีแต่พืชเรียงเดียว ใครปลูกอะไรขายดี ได้กำไร ก็พากันปลูกตาม ๆ กัน พอเวลาขาย คนกลางก็ปรับราคาลง เพราะมีมากจนล้นตลาด ขาดทุนอีก ยิ่งปัจจุบันนี้ ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงยิ่งไม่ได้ เพราะพืชนั้นจะไม่งาม แมลงมากิน ก็เลยเกิดสารตกค้าง พอคนกินเข้าไปก็เป็นโรค ป่วยกันไปหมด คนสมัยก่อน ไม่ค่อยป่วย แถมอายุยืน กินแค่พืชผัก แต่คนสมัยนี้ เป็นเบาหวาน ความดัน โรคไต อื่น ๆ นานาจิตตัง เหตุเพราะเราไม่พึงระวัง คือ คนสมัยนี้จะว่าไปก็ดูจะไม่ขยัน ทำอะไรง่าย ๆ แต่อยากได้ผลรวดเร็ว ดินก็เลยเสีย น้ำก็เลยมีสารตกค้าง อากาศก็ร้อน ฝนก็ตกมาก หรือไม่ตกเลย ดังเช่นช่วงนี้ น้ำท่วมที่เมืองจีน แผ่นดินไหวที่เวเนซุเอลา อเมริกาใต้ คนตายมากโข คุณโยมลองคิดดูเถิด ต้นไม้ต้นหนึ่ง มันไม่เคยเรียกร้องค่าเช่าที่ดิน ไม่เคยส่งบิลค่าไฟมาเก็บเงินเรา มันทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบๆ ดูดก๊าซเสีย พ่นอากาศบริสุทธิ์ ให้ร่มเงาแก่มนุษย์และเหล่าสรรพสัตว์น้อยใหญ่ แต่คนเรานี่สิ… พอร้อนก็เดินไปหลบใต้ร่มไม้ แต่พอไม่เห็นประโยชน์ของต้นไม้นั้น ก็ถือขวาน ถือเลื่อยไฟฟ้ามาตัดมันฉับๆ ซะอย่างนั้น! ตัดง่าย เพียงไม่กี่นาที แต่ปลูกต้นไม้ ๑ ต้น ใช้เวลายาวนาน โบราณท่านถึงว่าคนประเภทนี้เป็นคน “ไม่รู้คุณธรรมชาติ” การปลูกต้นไม้คนละต้นในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนรักสวน แต่คือการ “ต่ออายุให้โลก” การลดภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์ในทีวี แต่มันเริ่มที่มือของเราที่กำจอบ กำเสียมลงไปขุดดินปลูกต้นไม้นี่แหละโยมปลูกต้นไม้ ๑ ต้น เท่ากับโยมได้สร้างโรงงานผลิตออกซิเจนส่วนตัวฟรีๆ ให้แก่โลกใบนี้
๒. นิทานธรรมบท: อานิสงส์ของการปลูกไม้ให้ร่มเงา
เพื่อความเข้าใจที่แจ่มแจ้ง อาตมาจะหยิบนิทานในคัมภีร์ธรรมบทมาเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว มฆมาณพเป็นจิตอาสาผู้ทำความดีด้วยหัวใจ นอกจากทำหมู่บ้านของเขาให้เป็นรมณียสถาน คือ เป็นที่น่ารื่นรมย์ น้ำอุดม ร่มรื่นด้วยพฤกษาแล้ว เขายังรณรงค์ให้ชาวบ้านรักษาศีล เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันกัน อันยังมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวประชา การทำงานจิตอาสาของมฆมาณพทำให้เกิดอานิสงส์แรงกล้า ส่งให้ภายหลังเขาคือ ท้าวสักกะ ผู้เป็นพระอินทร์ เทพเจ้าที่ใครๆ ล้วนเคยได้ยินชื่อมาแล้วทั้งสิ้น เพราะพระอินทร์เกี่ยวข้องกับเรื่องราวบ้านเมืองของเราอย่างสำคัญ เช่น รัตนโกสินทร์ ชื่อของราชธานีแห่งนี้ แปลว่า แก้วของพระอินทร์ หรือหมายถึง พระแก้วมรกต นั่นเอง ส่วนสร้อยท้ายชื่อ “กรุงเทพฯ” ที่ว่า “สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” ก็แปลได้ว่า “ท้าวสักกะ (พระอินทร์) ประทานให้พระวิษณุกรรมเทพบุตรมาสร้างให้” มฆมาณพ คือ หนุ่มน้อยคนหนึ่งแห่งหมู่บ้านอจลคาม เมื่อนานมาแล้ว มฆมาณพผู้นี้รักความสะอาด รักในระเบียบวินัย กล่าวคือ เมื่อมาทำงานส่วนรวมของหมู่บ้านแล้ว เขามีฉันทะที่จะจัดให้ที่ทำงานนั้นสะอาดเรียบร้อย ชำระสะสางให้เกิดบรรยากาศดีในเขตที่ทำงาน จนเป็นรมณีย์ ที่น่าสดชื่นรื่นรมย์
เมื่อคนอื่นเห็นบริเวณของมฆมาณพเป็นรมณีย์ ก็ขับให้เขาพ้นไปจากที่ เพื่อตนจะได้ใช้แทนโดยสะดวก ฝ่ายมฆมาณพก็ออกไปโดยไม่โกรธ แต่มุ่งไปจัดการสถานที่อื่นให้เป็นรมณีย์ เหมาะแก่การทำงานต่อไป เกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่หลายครั้ง นายมฆะก็ไม่โกรธ แต่ปีติสุขว่า คนเหล่านี้เป็นสุขก็ดีแล้ว เพราะพวกเขามีความสุขจากการกระทำของมฆะนี่เอง การกระทำของมฆะนั้นจึงนับเป็นกรรมที่เป็น “บุญ” ซึ่งย่อมยังความสุขแก่มฆะด้วย หรืออีกนัยหนึ่ง มฆมาณพเป็นผู้ทำความดีด้วยหัวใจนั่นเอง นอกจากนี้ มฆมาณพยังทำถนนหนทางให้ราบเรียบ ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ แบกถือมีดขวานจอบเสียมไปจัดแต่งถนนหนทาง ตัดกิ่งไม้ที่เกะกะกีดขวางทางต่างๆ งานที่ทำก็มีมาก จนหลายครั้งต้องกลับบ้านมืดค่ำ คราวหนึ่ง มีหนุ่มใกล้บ้านมาเจอเข้าจึงถามว่า มฆะไปทำอะไรมา เขาตอบว่า “ไปทำบุญ ชำระทางสวรรค์” หนุ่มนั้นก็เห็นดีด้วย จึงขอร่วมเป็นคณะ “จิตอาสา” และต่อมก็ขยายวงเพิ่มขึ้นถึง ๓๒ คน เมื่อมีคณะจิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจมากขึ้น กิจกรรมจิตอาสาก็ขยายกว้างขวางขึ้น นอกจากงานพัฒนาหมู่บ้านแล้ว ยังมีการสร้างศาลา ขุดสระน้ำ ลอกคูคลอง ทำสะพาน ปลูกป่าให้เป็นรมณีย์ รวมถึงไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง ร่วมช่วยงานการ ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน มีความสามัคคีพร้อมเพรียงกันในหมู่คณะ จนเรียกได้ว่าเป็น “บุญขั้นพื้นฐาน” ไม่เพียงแต่ในด้านกายภาพเท่านั้น ในแง่ของจิตใจ เมื่อมีคนนับถือเชื่อฟังมากขึ้น มฆมาณพผู้เป็นหัวหน้าคณะจิตอาสายังแนะนำชักชวนให้ชาวบ้านเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ถือศีล ๕ เว้นการเบียดเบียน เลิกสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง เช่น สุรายาเสพติด การพนัน ฯลฯ จนชาวบ้านร่วมกันอวยทานรักษาศีล อีกนัยหนึ่ง บุญพื้นฐานที่ว่านี้ ก็คือ คุณภาพชีวิตที่ดีขั้นพื้นฐานนั่นเอง แม้การทำความดีด้วยหัวใจจะก่อให้เกิดประโยชน์สุขมากมาย หากฝ่ายนายบ้านกลับเห็นว่า คณะจิตอาสากลุ่มนี้ต้องถูกกำจัด เพราะขัดขวางผลประโยชน์ของนายบ้านที่มีรายได้จากค่าสุรา ค่าส่วยที่ชาวบ้านต้องเสียให้จากการดื่มสุรา การยิงนกตกปลา ฯลฯ นายบ้านจึงกราบทูลพระราชาว่า คณะจิตอาสานี้เป็นโจร ผู้ก่อการร้าย พระราชาซึ่งฟังความข้างเดียว ไม่ทันได้พิจารณาให้ถ้วนถี่ ก็สั่งลงโทษให้ช้างเหยียบ แต่ด้วยอำนาจแห่งความเมตตาของคณะบุญนี้ ช้างกลับไม่ยอมเหยียบ ไม่ว่าพระราชาจะกระทำด้วยวิธีการใดๆ พระราชาทรงเอะพระทัย แล้วมาสอบสวนจนได้ความตามที่เป็นจริง จึงชื่นชมยินดีและสนับสนุนคณะจิตอาสานี้ อาทิ มอบช้างให้เป็นพาหนะไว้ใช้ทำงาน ต่อมาเมื่องานของคณะจิตอาสานี้มากขึ้น ฝ่ายสตรีแม่บ้าน ภรรยาของมฆมาณพและคณะ ก็มาร่วมทำบุญกันด้วย เช่น สุธรรมามาเป็นเจ้าภาพสร้างศาลา สุจิตราทำสวนดอกไม้ให้เป็นที่รมณีย์ และสุนันทาปลูกผลไม้ไว้รายล้อมศาลาเพื่อแบ่งปันให้ผู้สัญจรไปมาสามารถเก็บกินได้ เป็นต้น เรื่องราวของมฆมาณพหรือคณะบุญ – นักทำบุญนี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ชี้ว่า มีมาในราว ๔ คัมภีร์ แม้รายละเอียดแตกต่างกันบ้าง แต่แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ น่าเสียดายว่า ปัจจุบันเรื่องดีงามทางวัฒนธรรมไทยถูกลืมเลือนไป ทั้งนี้ ถ้าสามารถสืบสาน รักษา และต่อยอด คติเรื่องมฆมาณพนี้ได้ ก็จะช่วยให้เข้าใจความหมายของ “บุญ” แจ่มชัดขึ้น ดังเรื่องราวที่กล่าวมาโดยย่อข้างต้นนี้ ให้คติว่า “ชาวพุทธผู้นำทำบุญแรก คือ ทำถิ่นให้เป็นรมณีย์, บุญใหญ่อันสำคัญ คือ ช่วยกันทำชุมชนให้อยู่กันดี” พระอินทร์ อันเป็นชื่อตำแหน่งของหัวหน้าเทวดาแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ปัจจุบันมีพระนามว่า ท้าวสักกะ โดยในสมัยเมื่อท่านเป็นมนุษย์ เคยมีชื่อว่า “มฆมาณพ” หรือ “มัฆวาน” นั่นเอง เรื่องมฆมาณพนี้ เป็นแหล่งของเรื่อง “วัตรบท” ของพระอินทร์ อันเป็นที่มาของสวนสวรรค์ทั้ง ๔ คือ จิตรลดาวัน ปารุสกวัน มิสสกวัน และนันทนวัน ตลอดจนเวชยันตมหาปราสาท และหอประชุมในดาวดึงส์ที่ชื่อ สุธรรมาสภา ทั้งนี้เพราะ มฆมาณพมีภรรยา ๔ คน คือ นางสุธรรมา นางสุจิตรา นางสุนันทา และนางสุชาดา นางสุธรรมา ร่วมสร้างช่อฟ้าแก่ศาลาของมฆะ อานิสงส์จึงส่งผลให้เกิดศาลาสุธรรมา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้จัดประชุมสุธรรมาสภา นางสุจิตราทำสวนดอกไม้ จนอานิสงส์ทำให้มีสวนจิตรลดาขึ้นบนดาวดึงส์ นางสุนันทาทำสวนผลไม้ จนเกิดเป็นสวนสุนันทาในดาวดึงส์ สำหรับมิสสกวัน คือ สระบัว หรือสระโบกขรณี และสวนปารุสกวัน คือ สวนมะปราง “เมื่อมฆมาณพและภรรยา (ทั้ง ๔ คน) ได้สิ้นชีวิตลง ด้วยอานุภาพแห่งกุศลที่ร่วมสร้างเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่นั้น ก็ส่งให้ไปเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช ส่วนภรรยาทั้งสามคือ นางสุธรรมา นางสุจิตรา และนางสุนันทา ไปเกิดเป็นภรรยาของท้าวสักกะ เว้นแต่นางสุชาดา ผู้ไม่ได้สร้างบุญกุศลใด ๆ เลย ได้แต่กิน นอน แต่งตัวสวยเท่านั้น เมื่อตายไปก็เกิดเป็นนางนกกระยางขาว ท้าวสักกเทวราชทรงคิดถึงนาง จึงตรัสให้นางรักษาศีล ไม่กินสัตว์น้ำที่มีชีวิต เพื่อที่จะเป็นการสร้างกุศลต่อไป”
ข้อคิดขบคิด: เห็นไหมโยม… ปลูกต้นไม้บนโลกมนุษย์ แต่ได้ร่มเงาไปถึงสวรรค์! ฉะนั้น ใครอยากเป็นเทวดา นามสกุลพระอินทร์ ไม่ต้องไปหาซื้อเครื่องรางของขลังที่ไหนหรอก โยมไปซื้อต้นไม้มาปลูกเถิด ปลูกแล้วดูแลมันด้วยนะ ไม่ใช่ปลูกทิ้งปลูกขว้างให้เทวดาเลี้ยงเอง อย่างนั้นไม่ได้บุญนะโยมนะ! หรือท่านไหนมีจิตศรัทธาทำบุญบุรณะอุโบสถวัดมัชฌันติการาม ก็เรียนเชิญตามกำลังศรัทธา เหตุเพราะอานิสงส์ดังเรื่องที่อาตมาได้ปรารภเป็นเบื้องต้นนั้น
๓. บทสรุป: ต้นไม้แห่งใจ ต้นไม้แห่งโลก
สรุปความว่า การปลูกต้นไม้ ป้องกันโลกร้อน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้คนอื่นทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราเป็นผู้เกื้อกูลต่อธรรมชาติ ไม่เป็นผู้ทำลาย การปลูกต้นไม้ ๑ ต้น ได้ประโยชน์ถึง ๓ ทางด้วยกัน คือ:
• ทางกาย: ได้ร่มเงา ได้อ็อกซิเจน ลดความร้อนรอบบ้าน คลายเครียด
• ทางโลก: ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ป้องกันภัยแล้ง น้ำท่วม ช่วยโลกใบนี้ให้คงอยู่ถึงลูกหลาน
• ทางธรรม: เป็นการฝึกจิตให้เป็นผู้ให้ ฝึกความอดทนในการดูแลรดน้ำพรวนดิน และเป็นอานิสงส์ส่งผลให้เป็นผู้มีความร่มเย็นเป็นสุขในชีวิต ดั่งมฆมาณพที่ได้ไปเป็นพระอินทร์
โยมทั้งหลาย… วันนี้กลับไปบ้าน ลองหาพื้นที่ว่างๆ สักนิด จะเป็นในกระถาง หลังบ้าน หรือหน้าบ้าน ปลูกต้นไม้คนละต้น สองต้น แล้วตั้งใจรดน้ำดูแลมัน วันไหนที่เห็น มันแตกใบอ่อน วันนั้นใจโยมจะผลิบานด้วยความสุข โลกจะเย็นลงทีละนิดด้วยมือของโยมเอง
นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ””สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบ ไม่มี” ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัย และอานิสงส์แห่งการสร้างความร่มเย็นแก่โลก ด้วยการปลูกต้นไม้ รักษาป่า และดำรงตนอยู่ในธรรม จงอภิบาลให้ญาติโยมทุกท่าน พร้อมครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากโรคภัยและภัยจากธรรมชาติ มีจิตใจร่มเย็นดุจร่มไม้ใหญ่ เป็นกำลังสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนา และทำให้โลกอันงดงามใบนี้ให้คงอยู่แก่ชนรุ่นหลัง ตราบนานเท่านาน
เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ฯ
สิรินฺธโรภิกฺขุ 14 ก.ค. 2569
