ความทุกข์ในตัวตน

ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิติ กัณฑ์เทศน์: เรื่อง ทุกข์สะท้อน ย้อนดูตน
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะฯ (3 จบ)
“ณ บัดนี้ ยตฺถาภิรตํ โอกาสอันเป็นมหากุศล วันนี้ดียิ่ง วันมิ่งมงคล เป็นวันพระ วันธรรมสวนะ ให้ปรารถอีกคำนพหนึ่ง ประหนึ่งว่า ผู้มีบุญ จึงได้มาร่วมบุญ ได้มาพบปะ ได้มาพูดคุย ได้มาฟังธรรมบรรยาย อันจะเกิดมีแก่ทุกท่าน ดังความว่า มีเรื่อง ๆ หนึ่งที่ทุกคนเกลียดนักเกลียดหนา ไม่อยากจะพบ ไม่อยากจะเห็น แต่ก็เจอกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน นั่นก็คืออะไร นั่นก็คือ ‘ความทุกข์’ โยมทั้งหลาย… โลกเรานี้มันแปลกนะ เวลาฝนตกห่าใหญ่ น้ำท่วม คนก็บนฟ้าฝนรั่ว แต่พออากาศร้อนอบอ้าว แห้งแล้ง ก็บ่นทำไมฝนไม่ตก ข้าวยังไม่ได้ปรักได้ดำเลย ปีนี้จะได้ข้าวกี่ทะนานน้า หรือพอหน้าหนาว อากาศหนาวจนสะบั้น ก็บ่นว่า ปีนี้หนาวคักๆ จนได้ต้มน้ำอาบ (คนสมัยก่อน และคนแถบทางอิสาน ทำบ่อย) แต่ในเมืองกรุง มีเครื่องทำน้ำอุ่น แต่โยมรู้ไหมว่า แท้จริงแล้ว ความทุกข์ทั้งหลายแหล่ ในโลกใบนี้ มันไม่ได้มาจากไหนไกลเลย มันไม่ได้มาจากปากซอย หรือมาจากผู้ว่าที่ไหนหรอก (เมื่อวานมีเลือกตั้งผู้ว่า ใครเลือกใครบ้างน้า พระเลือกไม่ได้ ต้องขออภัย) แต่มันรวมอยู่ที่นี่… อยู่ที่ตัวเรานี่เอง เหมือนที่คนโบราณอีสานท่านทำเป็นผญาธรรม หรือกลอนธรรมลำล่องเอาไว้ไพเราะลึกซึ้งว่า…
(ขึ้นทำนองแหล่อีสาน/ลำทางยาว)
“ทุกข์อยู่ในโลกนี้ มีแต่สิทน…
ทุกข์อยู่ในเมืองคน อยู่ในตนเดียวอ้าย…
ทุกข์อยู่ในขันธ์ 5 โฮมลงมาขันธ์ 4…
ทุกข์อยู่ในโลกนี้ โฮมข่อยอยู่ผู้เดียว…”
>>>ญาติโยมเอ้ย… ฟังแล้วมันกินใจไหม? ลองมาแกะดูทีละวรรคตอนกัน
• “ทุกข์อยู่ในโลกนี้ มีแต่สิทน” ขึ้นชื่อว่าเกิดมาในโลกใบนี้ ไม่มีใครไม่ทุกข์หรอกโยม พระราชาผู้สูงศักดิ์ หรือชาวบ้านร้านตลาดก็ต้อง “จำทน” เผชิญหน้ากับมันทั้งนั้น เด็กทารกคลอดออกมาวันแรก มีใครหัวเราะ “ฮ่าๆๆ” ไหม? ไม่มี! มีแต่ร้อง “อุแง้ๆๆ” นั่นแหละสัญญาณเตือนภัยของชีวิตว่า ‘ความทุกข์มาเยือนแล้วจ้า!’
• “ทุกข์อยู่ในเมืองคน อยู่ในตนเดียวอ้าย” คำว่า “เมืองคน” คือโลกมนุษย์เรานี่แหละ ส่วน “ตนเดียวอ้าย” ก็คือตัวเราเอง ความทุกข์เนี่ย เราจะคัดลอก-วาง (Copy-Paste) ให้คนอื่นไม่ได้นะโยม เมียปวดท้องเมนส์ ผัวจะบอกว่า ‘น้องจ๋า พี่รักน้องจัง พี่ขอปวดแทนซักสองชั่วโมง’ ทำได้ไหม? ไม่ได้! ปวดใครปวดมัน ทุกข์ใครทุกข์มัน เจ็บแทนกันไม่ได้เด็ดขาด หรือคุณโยมหิวข้าว แต่ให้คนอื่นกินแทน จะหายหิวมั้ย
• “ทุกข์อยู่ในขันธ์ 5 โฮมลงมาขันธ์ 4” ในทางธรรมพระพุทธเจ้าบอกว่า ตัวเราประกอบด้วย ขันธ์ 5 คือ มีร่างกาย (รูป) และจิตใจอีก 4 ส่วน (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) แต่ที่บอกว่า “โฮม (รวม) ลงมาขันธ์ 4” ก็เพราะว่า ร่างกายมันแค่นั่งอยู่เฉยๆ แต่ไอ้ใจ 4 ส่วนเนี่ยสิ มันแล่นพล่านขยันปรุงแต่งนัก! สมมติเดินไปเหยียบขี้หมา ร่างกายกระทบขี้หมาแป๊บเดียว แต่ใจ (ขันธ์ 4) มันปรุงแต่งไปไกลแล้ว: ‘ใครเอาหมามาขี้ตรงนี้! ที่มีตั้งเยอะตั้งแยะทำไมไม่เอาไปขี้ ซวยจริงๆเลยเรา ! !’ เห็นไหม ทุกข์มันโฮมลงมาที่ใจปรุงแต่งล้วนๆ!
• “ทุกข์อยู่ในโลกนี้ โฮมข่อยอยู่ผู้เดียว” สุดท้ายมันก็ตัดพ้อว่า เหมือนความทุกข์ทั้งโลกมันมารุมอยู่ที่ “ข่อย” (ตัวฉัน) คนเดียว เวลาโยมอกหัก หรือเงินขาดมือ โยมจะรู้สึกเหมือนโลกนี้ถล่มลงมาทับโยมคนเดียวใช่ไหมล่ะ? ความโดดเดี่ยวในกองทุกข์มันเป็นแบบนี้ ไม่มีใครเจ็บแทน และไม่มีใครตายแทนเราได้เลย
>>>เพื่อให้ญาติโยมเห็นภาพชัดเจนว่า ความทุกข์ที่มันรุมเร้าอยู่ในกายในใจเรานั้น หากเราย้อนกลับมาดูจิตดวงเดียวเราจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร อาตมาจะเล่านิทานธรรมบทเรื่องหนึ่งให้ฟัง… เรื่องของ “พระจักขุบาล” เป็นเรื่องเก่า เรื่องเดิม จะว่าเอามะพร้าวฮ่าวมาขายสวนก็ว่าได้ พระจักขุบาลท่านเป็นพระภิกษุที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างแรงกล้า วันหนึ่งท่านตั้งสัตยาธิษฐานว่าจะปฏิบัติธรรมในเนสัชชิกังคะ คือ “จะไม่นอนเลยตลอด 3 เดือน” จะอยู่ใน 3 อิริยาบถเท่านั้น คือ ยืน เดิน นั่ง (โยมลองคิดดู ขนาดเรานอนวันละ 8 ชั่วโมง ตื่นมายังหาว สลึมสลืม แต่นี่ท่านไม่นอน ไม่ให้หลังแตะพื้นเลย 3 เดือน!) ปฏิบัติไปได้ไม่นานโยมเอ๊ย… โรคตาถามหา! ตาของท่านปวดระบมอย่างหนัก หมอใจดีปรุงยาหยอดตา พร้อมทั้งบอกว่า ‘หลวงพ่อครับ หยอดเสร็จแล้วต้องนอนพักผ่อนนะครับ ไม่งั้นตาบอดแน่ๆ’ แต่พระจักขุบาลท่านคิดในใจว่า ‘เราตั้งใจมั่นในพระธรรมไว้แล้วว่าจะไม่นอน ถ้าเรายอมนอนเพื่อรักษาตา สัจจะที่ตั้งใจไว้ก็พัง เป็นแน่’ ท่านก็เลยนั่งหยอดยาบ้าง ยืนหยอดยาบ้าง ไม่ยอมนอน หมอเดินมาตรวจอีกทีเห็นท่านนั่งอยู่ หมอโกรธเลยบอก ‘หลวงพ่อดื้อขนาดนี้ ถ้างั้นฉันไม่รักษาให้แล้วนะ !’
ทีนี้แหละโยม… ความทุกข์ในขันธ์ 5 มันโฮมลงมาถล่มท่านทันที!
• รูปขันธ์ คือดวงตา ปวดระบมเหมือนถูกเข็มแทงนับพันเล่ม
• นามขันธ์ 4 (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) มันรุมเร้า จิตใจรับรู้ถึงความเจ็บปวดลึกซึ้ง
ในคืนสุดท้ายก่อนออกพรรษา ดวงตาของท่านก็แตกดับ… บอดสนิทมืดมิดร้อยเปอร์เซ็นต์! แต่โยมรู้ไหม ในวินาทีที่ดวงตาเนื้อภายนอกบอดสนิทลงนั้น พระจักขุบาลท่านไม่ได้มาร้องไห้ ฟูมฟายตัดพ้อว่า ‘ทำไมทุกข์โฮมอยู่ข่อยผู้เดียว’ แต่ท่าน ย้อนกลับมาดูจิตดูใจตนเอง ละความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายที่เปื่อยเน่านี้ ในวินาทีที่ตาบอดนั้นเอง… “ใจของท่านกลับสว่างวาบ บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมๆ กับดวงตาที่บอดสนิท!” เช้าวันต่อมา ท่านเดินจงกรมด้วยตาที่บอด เผลอไปเหยียบแมลงเม่าตายเป็นเบือ พระบวชใหม่มาเห็นเข้าก็พากันไปฟ้องพระพุทธเจ้า ‘พระองค์เจ้าข้า พระจักขุบาลตาบอดเดินเหยียบสัตว์ตาย บาปหนาแท้ๆ!’ พระพุทธเจ้าทรงยิ้มแล้วตรัสว่า: “ดูกรภิกษุทั้งหลาย… จักขุบาลตาบอดก็จริง แต่ใจของเขาไม่ได้บอดแล้ว เขาไม่มีเจ็บ ไม่มีจิตคิดจะฆ่า สัตว์เหล่านั้นตายด้วยอายุขัยและกรรมของมันเอง… บัดนี้ จักขุบาลพ้นจากความยึดมั่นในขันธ์ 5 แล้ว”
สรุปความว่า ญาติโยมทั้งหลาย… เรื่องของพระจักขุบาล สอนให้รู้ว่า ร่างกาย (รูปขันธ์) ของเราเนี่ย วันหนึ่งมันต้องเสื่อม ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องบอด และต้องตายเป็นธรรมดา ถ้าเรามัวแต่ไปยึดมั่นถือมั่นว่า ‘ตาของฉัน ขาของฉัน ตัวของฉัน’ ยามมันพังเราจะทุกข์ปางตาย เหมือนโลกถล่มทับ
กลอนผญาธรรมอีสานบทนี้ จึงไม่ได้แต่งมาเพื่อให้เรานั่งเศร้าเสียใจ หรือนั่งร้องไห้ปรับทุกข์ แต่ท่านเทศน์เพื่อให้เราเกิด “ปัญญา” และ “ความปล่อยวาง” เหมือนพระจักขุบาล ที่แม้กาย จะทุกข์ ตาจะบอด แต่ใจ (ขันธ์ 4) ท่านไม่ยอมทุกข์ไปด้วย ท่านสลัดความยึดมั่นถือมั่นทิ้ง ยามใดที่โยมปวดแข้งปวดขา ยามใดที่ใจมันหงุดหงิดเงินขาดมือ ให้ย้อนกลับมาดูจิตดูใจตัวเอง อย่าขยายความทุกข์ให้มันใหญ่โต สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ แต่อย่าไปตะครุบเอามันมาเป็น “ตัวกู ของกู”
ท้ายที่สุดนี้ อาตมาภาพขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย มาดลบันดาลให้ญาติโยมทุกท่าน มีสติรู้เท่าทันขันธ์ 5 ไม่ปล่อยให้ความทุกข์มา “โฮมอยู่ที่ใจอยู่ผู้เดียว” ขอให้ใจโปร่ง ใจเบา สลัดความทุกข์ทิ้งไป ให้เหลือแต่ความสุขสวัสดิ์พัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผลในชีวิตทุกทิวาราตรีกาล เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ฯ
สิรินฺธโร ภิกฺขุ
29 มิ.ย. 69