สุขอยู่ที่ใจ “ใจพอดี”

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ (3 จบ)

“นนฺทิภวปริกฺขีณา อนสฺสวา อนาสวาฯ ตํ อหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ยสฺส นตฺถิ อุปาทิยาฯ”

ณ บัดนี้ จักได้แสดงพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประคับประคองสติปัญญา เสริมสร้างความรู้รักสามัคคี และสร้างรอยยิ้มให้เกิดแก่โยมสาธุชนทั้งหลายผู้มาประชุมพร้อมเพรียงกัน ณ ที่นี้ เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันพระ วันธรรมสวนะ

กัณฑ์ที่ 1: สุขอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ที่ทรงผม

ขอถวายความนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และเจริญพรญาติโยมศรัทธาทั้งหลาย วันนี้เป็นวันดีวันหนึ่ง อาตมาจะมาเทศน์ เรื่องความสุขของใจ พูดถึงเรื่อง “ความสุข” ใคร ๆ ก็อยากได้ ไม่อยากได้ความทุกข์หรอกใช่ไหมโยม? แต่คนเราทุกวันนี้ มักจะไปวิ่งหาความสุขจากสิ่งนอกตัว วิ่งตามเงิน ตามทอง ตามตำแหน่ง จนลืมไปว่า “สุขหรือทุกข์ มันไม่ได้อยู่ที่สิ่งของ แต่มันอยู่ที่ใจของเราเอง” ญาติโยมทั้งหลาย ใจคนเรานี้มันแปลก ชอบส่งออกนอกบ้าน ชอบไปเก็บเอาเรื่องของคนอื่นมาคิดให้ตัวเองเป็นทุกข์ เหมือนคำโบราณท่านว่า “โทษของคนอื่นเห็นเท่าภูเขา โทษของเราเห็นเท่าเส้นผม” ส่องกระจกทีไรมองไม่เห็นความผิดตัวเอง แต่พอมองไปบ้านข้าง ๆ เห็นความผิดเขาชัดเจนทะลุกำแพงเลยทีเดียว การหาความสุขให้ใจนั้น แท้จริงแล้วเริ่มง่าย ๆ ด้วยการ “ปล่อยวาง” และ “ยินดีในสิ่งที่ตนมี” ถ้าเราไม่ยอมปล่อยวาง ใจเราก็เหมือนคนแบกกระสอบข้าวสาร เดินไปไหนก็หนัก แบกไปบ่นไป แล้วก็ร้องถามหาความสุข ไม่มีใครเอาความทุกข์มาใส่มือเราหรอกโยม มีแต่ใจเรานี่แหละที่ไปคว้าเอาความทุกข์ของคนอื่นมาอุ้มไว้เอง สุขของใจ เริ่มต้นที่ตัวเรา ถ้าใจเราบอกว่าพอก็คือสุข ถ้าใจบอกว่าไม่พอก็กระวนกระวายอยู่นั่นแหละ

กัณฑ์ที่ 2: ดังเรื่องเล่าจากธรรมบท — “สุขหนอ สุขหนอ” ของพระภัททิยะ

เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ อาตมามีเรื่องเล่าในคัมภีร์ธรรมบทมาอ้างอิงให้ฟัง เป็นเรื่องของพระราชาองค์หนึ่ง ชื่อว่า “พระภัททิยศากย” ก่อนบวชท่านเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ มีทรัพย์สมบัติล้นเหลือมากมาย มีทหารล้อมหน้าล้อมหลัง รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ขยับตัวไปไหนมีแต่คนประคบประหงม แต่ท่านกลับไม่มีความสุขเอาเสียเลย นอนก็ระแวงว่าจะถูกปล้น จะถูกลอบปลงพระชนม์ นอนตาไม่เคยหลับสนิทสักคืน ต่อมา ท่านได้สละราชสมบัติออกบวชในพระพุทธศาสนา เจริญวิปัสสนากรรมฐานจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ วันหนึ่ง พระภัททิยะท่านไปนั่งอยู่ใต้โคนไม้ในป่าช้าบ้าง ในป่าทึบบ้าง แล้วท่านก็อุทานออกมาเสียงดังลั่นป่าว่า “อโห สุขํ! อโห สุขํ! — สุขหนอ สุขหนอ!” พระภิกษุรูปอื่นเดินผ่านมาได้ยินเข้า ก็พากันตกใจ เอ๊ะ! พระรูปนี้เป็นอะไร บวชแล้วยังมานั่งละเมอเพ้อพบ ร้องหาความสุขอยู่คนเดียว หรือว่าท่านจะคิดถึงความสุขสบายตอนเป็นพระราชา? คิดถึงอาหารชาววัง หรือคิดถึงสนมกำนัลหรือเปล่า? เรื่องนี้ร้อนไปถึงหูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสเรียกพระภัททิยะมาเข้าเฝ้ากลางที่ประชุมสงฆ์

พระพุทธองค์ตรัสถามว่า “ภัททิยะ เธอร้องอุทานว่า สุขหนอ ๆ นั้น เพราะเธอคิดถึงความสุขในสมบัติตอนเป็นพระราชาหรืออย่างไร?” พระภัททิยะกราบทูลด้วยรอยยิ้มอิ่มเอิบว่า “หามิได้พระเจ้าข้า ตอนเป็นพระราชา ข้าพระองค์ต้องสวมเกราะ ถืออาวุธ มีทหารล้อมรอบ แต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความกลัว ความสะดุ้งระแวง นอนก็ไม่หลับ แต่บัดนี้ ข้าพระองค์มาบวชเป็นพระภิกษุ ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย มีเพียงบาตรใบเดียวกับจีวรเก่า ๆ นั่งอยู่ใต้โคนไม้คนเดียวในป่าลึก แต่ใจกลับไม่มีความกลัว ไม่มีความสะดุ้ง ไม่มีความระแวง นึกอยากจะนอนตอนไหนก็นอนได้อย่างเป็นสุข จิตใจเบาสบายเหมือนนกที่บินไปในอากาศ เพราะเหตุนี้แล ข้าพระองค์จึงอุทานว่า สุขหนอ สุขหนอพระเจ้าข้า” ญาติโยมเห็นไหม? ขนาดพระราชาเงินทองล้นฟ้ายังสู้พระป่าที่มีแค่อัฐบริขารไม่ได้ เพราะฉะนั้น โยมที่นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องเสียใจที่งวดนี้ที่หวยไม่ถูก แต่ท่านที่ถูกก็ดีไป แต่ท่านที่ไม่ถูกก็ไม่ต้องเสียใจที่ไม่มีเงินล้าน นอนบ้านไม้ธรรมดา ๆ ก็ร้อง “สุขหนอ” ได้เหมือนกัน ถ้าใจเราไม่ระแวง ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง นอนดีดขาฟังสรรพเสียงรอบตัว ดีกว่านอนบนเตียงหรูราคาร้อยล้านแต่นอนเอามือกุมขมับคิดเรื่องหนี้สินตั้งเยอะโยมเอ๊ย!

กัณฑ์ที่ 3: สรงน้ำกาย สรงน้ำใจ และพิธีฮดสรงอีสานบ้านเฮา

เมื่อได้พูดถึงความสุขของใจที่เกิดจากการชำระล้างสิ่งสกปรกโสโครกออกไปแล้ว ทางภาคอีสานบ้านเรามีประเพณีๆ หนึ่งที่งดงามและแฝงคติธรรมเรื่องความสุขไว้อย่างลึกซึ้ง นั่นคือ “พิธีฮดสรง” หรือการสรงน้ำพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อยกย่องขึ้นเป็น “ญาคู” หรือ “ญาท่าน”

คำว่า “ฮด” ก็คือ รดนั่นแหละโยม ส่วน “สรง” ก็คือ อาบน้ำ พิธีนี้ชาวบ้านจะร่วมใจกันทำ “รางริน” หรือโบราณเรียก โฮงฮด ทำเป็นรูปตัวนาคพ่นน้ำอย่างสวยงาม เวลาทำพิธี พระสงฆ์ที่จะรับการฮดสรงจะเข้าไปนั่งในซุ้ม แล้วชาวบ้านก็จะเทน้ำอบ น้ำปรุง น้ำขมิ้นชัน น้ำดอกไม้ป่า ไหลไปตามรางรินพ่นออกจากปากนาคมาสรงสรงลงบนตัวพระสงฆ์รูปนั้น บรรยากาศในงานน่ะโยมเอ๊ย! สนุกสนาน สามัคคีกันสุด ๆ ชาวบ้านก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ร้องรำทำเพลงกันอย่างมีความสุข พระสงฆ์ที่ถูกฮดสรงก็นั่งนิ่งทนหนาวไปสิโยม! (ยิ่งถ้าจัดงานช่วงหน้าหนาว ท่านก็จะหนาวยิ่ง) แต่ในหน้าร้อนช่วงเดือนเมษายน จะว่าไปแล้วก็ไม่น่าจะหนาวนะ แต่ ๆ สมัยนี้มีน้ำแข็ง มีคนแอบเอาน้ำแข็งใส่ เท่านั้นแหล่ะ ท่านที่ถูกฮดสรง เมื่อโดนน้ำแข็งก็หนาววาบขึ้นมาทันที) วาปกลับมาๆ ท่านที่ถูกฮดสรงก็จะโดนน้ำขมิ้นไหลเข้าตาเข้าปากบ้าง รสชาติและสีเหลืองๆ ของน้ำขมิ้น ชิมแล้วชื่นใจกันไป แต่นั่นคือความสุขที่เกิดจากการแสดงความเคารพเชิดชูผู้มีศีลบริสุทธิ์ รวมถึงเป็นที่รักเคารพของชาวบ้าน ของญาติโยม หลังจากการฮดสรงเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็จะนำผ้าสบงจีวรผืนใหม่มาถวาย เปลี่ยนนามเรียกท่านใหม่ จากพระธรรมดา กลายเป็น “สำเร็จ” เมื่อฮดสรงครั้งแรก ถือเป็นการให้เกียรติและยกย่องผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้เป็นเนื้อนาบุญของชุมชนสืบไป อานิสงส์ของการฮดสรงภายนอก คือการทำความสะอาดร่างกายพระสงฆ์และสร้างความร่มเย็นให้ชุมชน แต่ “การฮดสรงภายใน” ที่อาตมาอยากจะเทศน์เตือนใจโยมในวันนี้ คือการ “ฮดสรงใจ” ของเราเอง ใจของคนเราวัน ๆ หนึ่ง มันไปลุยโคลนลุยตมแห่งกิเลสมามากมาย ไปโลภอิจฉาตาร้อนบ้านข้าง ๆ ไปโกรธลูกโกรธหลานที่พูดไม่ฟัง ไปหลงคิดว่าตัวเองจะอยู่ค้ำฟ้าไม่ยอมแก่ไม่ยอมตาย ใจมันสกปรกมอมแมมเหมือนเด็กที่เล่นขี้โคลน ถ้าเราไม่รู้จักฮดสรงใจ ไม่รู้จักเอาน้ำพระธรรมมาล้างใจบ้าง ใจเรามันก็จะเน่าและส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง นอนก็เป็นทุกข์ ตื่นก็เป็นทุกข์ วิธีฮดสรงใจไม่ยากนะโยม ไม่ต้องใช้น้ำขมิ้นชัน ไม่ต้องทำรางรินรูปตัวนาค แต่ให้ใช้ “น้ำคือสติ” และ “น้ำคือปัญญา” มารดราดลงที่ใจ เวลาโกรธปุ๊บ ให้นำน้ำแห่งสติมารดว่า “โกรธหนอ ๆ โกรธแล้วแก่เร็วนะโยม หน้าเหี่ยวด้วยนะ” พอคิดได้แบบนี้ ใจมันก็เย็นลง เวลาโลภอยากได้ของคนอื่น ก็เอาน้ำแห่งความสันโดษมารดสรงใจว่า “เออ…มีเท่าที่มี สุขเท่าที่ได้” จิตใจมันก็สะอาดบริสุทธิ์ ผุดผ่อง มีความสุขชื่นใจเหมือนได้เข้าพิธีฮดสรงอยู่ทุกวันเวลา จะว่าไปแล้ว อาตมาก็ไปฮดสรงมาแล้ว ก็ขอเจริญพรขอบคุณญาติโยมที่ได้ร่วมทำบุญ ในงานบุญครั้งนี้ ทั้งที่ไม่ได้ไป และได้ไปร่วม มาก ๆ สาธุ

สรุปความว่า ความสุขของใจนั้นหาไม่ยากเลย ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงอินเดีย ไม่ต้องไปซื้อที่ห้างสรรพสินค้า แต่อยู่ที่การปรับมุมมอง ปรับใจของตนเอง เลิกแบกโลก เลิกแบกเรื่องคนอื่น ดูอย่างพระภัททิยะ ท่านไม่มีอะไรเลยท่านยังสุขหนอได้ ส่วนเรามีบ้าน มีรถ มีข้าวกินครบทุกมื้อ ทำไมจะสุขหนอไม่ได้? ฉะนั้น วันนี้กลับไปบ้าน ลองไปฮดสรงใจตัวเอง ล้างความโกรธ ความโลภ ความหลง ออกไป ให้เหลือแต่ใจที่สะอาด สว่าง สงบ แล้วโยมจะพบกับความสุขที่แท้จริง ไม่ต้องรอชาติหน้า สุขมันเกิดเดี๋ยวนี้ ที่ใจเรานี้เอง

อาตมาภาพแสดงพระธรรมเทศนามาใน เรื่อง “ความสุขของใจ” แฝงธรรมบทเรื่องพระภัททิยะ และสรุปยอดพิธีฮดสรงอีสานบ้านเฮา พอเป็นเครื่องเตือนสติปัญญาของญาติโยมศรัทธาทั้งหลาย

สุดท้ายปลายเทศนา อาตมาก็ขอให้ญาติโยมมีแต่ “ใจ พอ ดี” ใจ อิ่มบุญ พอ ได้วาง ดี ดวงกมล แต่พอพูดกลับ “ดี พอ ใจ” ดวงกมลดี วางได้พอ บุญอิ่มใจ” เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ฯ

#สิรินฺธโรภิกฺขุ #ฮดสรง #สำเร็จ #พระ #ใจพอดี #monk #ใจอิ่มบุญ