โอสถะปริตร สักกัตวา สวดเป็นยารักษาโรค

                                โอสถะปริตร สักกัตวา
                                  สวดเป็นยารักษาโรค

สักกัตตะวา พุทธะระตะนัง     เพราะทำความเคารพพระพุทธรัตนะ
โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง         อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
หิตัง เทวะมะนุสสานัง           เป็นประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พุทธะเตเชนะ โสตถินา         ด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ         ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงพินาศไป
ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต          ขอทุกข์ทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี

สักกัตตะวา ธัมมะระตะนัง      เพราะทำความเคารพพระธรรมรัตนะ
โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง         อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
ปะริฬาหูปะสะมะนัง              เป็นเครื่องระงับความกระวนกระวาย
ธัมมะเตเชนะ โสตถินา          ด้วยเดชแห่งพระธรรมรัตนะ
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ         ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงนาศไป
ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต          ขอทุกข์ทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี

สักกัตตะวา ธัมมะระตะนัง      เพราะทำความเคารพพระธรรมรัตนะ
โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง         อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
ปะริฬาหูปะสะมะนัง              เป็นเครื่องระงับความกระวนกระวาย
ธัมมะเตเชนะ โสตถินา          ด้วยเดชแห่งพระธรรมรัตนะ
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ         ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงนาศไป
ภะยา วูปะสะเมนตุ เต           ขอภัยทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี

สักกัตตะวา สังฆะระตะนัง      เพราะทำความเคารพพระสงฆรัตนะ
โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง         อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง         เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่สักการะ

ที่เขาจัดไว้ต้อนรับ

สังฆะเตเชนะ โสตถินา          ด้วยเดชแห่งพระสงฆ์
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ         ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงนาศไป
โรคา วูปะสะเมนตุ เต           ขอโรคทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี

บทชุมนุมเทวดา (แบบไทยและแบบโรมัน)

บทชุมนุมเทวดา ก่อนสวดพระปริตร

สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัตราคัจฉันตุ เทวะตา
สัทธัมมัง มุนิราชัสสะ สุณันตุ สัคคะโมกขะทัง
สัคเค กาเม จะรูเป  คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข

วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม  ตะรุวะนะคะหะเน

เคหะ วัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา

ชะละถะละ วิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา
ติฏฐันตา สันติเก ยัง  มุนิวะระวะ จะนัง

สาธะโว เม สุณันตุ ธัมมัสสะวะ นะกาโล

อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะ นะกาโล

อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะ นะกาโล อะยัมภะทันตา

อ่านเพิ่มเติม “บทชุมนุมเทวดา (แบบไทยและแบบโรมัน)”

คำอาราธนาพระปริตร (VIPATTI PATIBAHAYA)

             คำอาราธนาพระปริตร
วิปัตติปะฏิพาหายะ   สัพพะสัมปัตติ สิทธิยา
สัพพะทุกขะ วินาสายะ   ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะ   สัพพะสัมปัตติ สิทธิยา
สัพพะภะยะ วินาสายะ   ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะ   สัพพะสัมปัตติ สิทธิยา
สัพพะโรคะ วินาสายะ   ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง

คำแปล
ขอพระสงฆ์ทั้งหลาย จงสวด พระปริตรอันเป็นมงคล     เพื่อป้องกันความวิบัติทั้งปวง

เพื่อยังสมบัติทั้งปวงให้สำเร็จ เพื่อให้ทุกข์ภัย โรคทั้งปวงพินาศไป

คำอาราธนาพระปริตร (แบบภาษาบาลีโรมัน)
VIPATTI PATIBAHAYA   SABBASAMPATTISIDDHIYA
SABBADUKKHAVINASAYA  PARITTAM BRUTHA MANGALAM
VIPATTI PATIBAHAYA   SABBASAMPATTISIDDHIYA
SABBABHAYAVINASAYA  PARITTAM BRUTHA MANGALAM
VIPATTI PATIBAHAYA   SABBASAMPATTISIDDHIYA
SABBAROGAVINASAYA   PARITTAM BRUTHA MANGALAM

โพชฌังคปริตร (สวดต่ออายุผู้ป่วย)

โพชฌังคปริตร

สวดต่ออายุผู้ป่วย

โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา
โพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์

วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร
วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

สะมาธุเปกขะโพชฌังคา
สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์

สัตเตเต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา
๗ ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว

ภาวิตา พะหุลีกะตา
อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว

สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา
ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

เอกัสมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา
ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก

โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ
จึงทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง

เต จะ ตัง อะภินันทิตวา
ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม

โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ?
โรคก็หายได้ในบัดดล

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต
ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก

จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตวานะ สาทะรัง
รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ

สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส
ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ

ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง
ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก

มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้

โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ.

กะระณียะเมตตะสุตตัง (ป้องกันยักษ์หรืออมนุษย์มารังครวญ)

กะระณียะเมตตะสุตตัง พระสูตรว่าด้วยการเจริญเมตตา ใช้สวดเพื่อให้เทวดารักใคร่ 

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ

สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี

สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ

สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ

นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง

สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา

ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา

ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร

ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ

พยาโรสะนา ปะฏิฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ

มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข

เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง

ติฎฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ

เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ

ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีสะวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน

กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ

 

– กุลบุตรผู้ฉลาด พึงกระทำกิจที่พระอริยเจ้าผู้บรรลุแล้วซึ่งพระนิพพานอันเป็นที่สงบระงับได้กระทำแล้ว

– กุลบุตรนั้นพึงเป็นผู้องอาจ ซื่อตรงและประพฤติตรงดี เป็นผู้ที่ว่าง่ายสอนง่าย อ่อนโยน ไม่มีมานะอันยิ่ง

– เป็นผู้สันโดษยินดีในสิ่งที่ตนมีอยู่ เป็นผู้เลี้ยงง่าย เป็นผู้มีกิจธุระน้อย เป็นผู้ประพฤติทำให้กายและจิตเบา

– มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันสงบนิ่ง มีปัญญาฆ่ากิเลส เป็นผู้ไม่คะนอง กาย วาจา ใจ และไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย

-ไม่พึงกระทำกรรมที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายติเตียน ผู้อื่นว่าทำแล้วไม่ดี

– พึงแผ่เมตตาจิตว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้มีสุข มีจิตเกาะพระนิพพานแดนอันพ้นจากภัยทั้งหลาย และจงเป็นผู้ทำตนให้ถึงความสุขทุกเมื่อเถิด

-ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมดโดยไม่มีเหลือ ทั้งที่มีตัณหาเครื่องทำใจให้สะดุ้งอยู่ และผู้มั่นคงคือไม่มีตัณหาแล้ว ทั้งที่มีกายยาว ใหญ่ปานกลาง หรือกายสั้น หรือผอม อ้วน เป็นผู้ที่เราเห็นแล้วก็ดี ไม่ได้เห็นก็ดี อยู่ในที่ไกลหรือในที่ไม่ไกล ทั้งที่เกิดมาในโลกนี้แล้ว และที่ยังกำลังแสวงหาภพเป็นที่เกิดอยู่ดี จงเป็นเป็นผู้ทำตนให้ถึงความสุขเถิด

– สัตว์อื่นอย่าพึงรังแกข่มเหงสัตว์อื่น อย่าพึงดูหมิ่นใครในที่ใด ๆ เลย

– ไม่ควรปรารถนาให้กันและกันมีความทุกข์ เพราะความกริ้วโกรธ และเพราะความเคียดแค้นกันเลย?

– มารดาย่อมตามรักษาบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน ด้วยชีวิต ฉันใด

– กุลบุตรพึงเจริญเมตตาจิตในใจไม่มีประมาณ ในสัตว์ทั้งปวงทั้งหลายแม้ฉันนั้น

– บุคคลพึงเจริญเมตตาให้มีในใจไม่มีประมาณ ไปในโลกทั้งสิ้น

– ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง การเจริญเมตตาจิตนี้เป็นธรรมอันไม่แคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู

– ผู้เจริญเมตตาจิตนั้น จะยืนอยู่ก็ดี เดินไปก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี เป็นผู้ปราศจากความง่วงเพียงใด

– ก็สามารถตั้งสติไว้ได้เพียงนั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงกิริยาอย่างนี้ว่า เป็นการเจริญพรหมวิหารในศาสนานี้

– บุคคลผู้ที่มีเมตตา ไม่เข้าถึงความเห็นผิด เป็นผู้มีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยความเห็นคือปัญญา

– นำความหมกมุ่นในกามทั้งหลายออกได้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงความเข้าไปนอนในครรภ์เพื่อเกิดอีกโดยแท้แลฯ